19 พฤศจิกายน, 2551

เราคือผู้พิชิตภูกระดึง

เริ่มต้นในการเดินทางสู่ภูกระดึง เวลาประมาณ 5 ทุ่มเศษ จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวตั้งแต่ชั่วโมงการทำงานยังไม่เลิกสนิทใจ แม้ตลอดสองข้างทางจะมืดสนิท แต่จิตใจกลับสว่างไสวมากกว่าเดิม การเดินทางที่ไม่เพียงแต่มาพักผ่อนและเติมเชื้อไฟในชีวิต หากแต่เป็นบทพิสูจน์ความพร้อมของร่างกายในการก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่วัยยี่สิบห้า บ่อยครั้งที่ชอบการเดินทางแบบสะดวกสบาย บ่อยครั้งที่ดั้นด้นมาลำบากตรากตรำสัมผัสธรรมชาติ บ่อยครั้งที่ร่วมก๊วนเดินทางไปกับเพื่อนๆวัยใกล้เคียง บ่อยครั้งที่กระชับความสัมพันธ์และมิตรภาพระหว่างคนในครอบครัว...........เฉกเช่น...............ครั้งนี้

ยิ่งสูงยิ่งหนาว
ใครหลายคนบอกถึงการเดินทางที่แสนจะลำบากไว้ว่า หลายคู่เลิกรากันไปเพราะความลำบากในการเผชิญหน้าแบบสัญชาตญาณดิบ การเอาตัวรอดและความเห็นแก่ตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายคู่ก็สามารถพิสูจน์รักแท้และการเดินทางพิสูจน์คน ความจริงใจและการเสียสละที่มีให้เห็นตลอดทาง.......แต่สำหรับฉัน.........การเดินทางครั้งนี้นอกจากจะต้องเตรียมความพร้อมของร่างกายแล้ว จิตใจอันแน่วแน่สำคัญยิ่งกว่า เพราะสองข้างทางที่จะก้าวในแต่ละท่วงที ใจที่ฮึดสู้เริ่มถดถอยลงผกผันกับระดับความสูงนั่นเสียนี่กระไร

“กิโลละ 15 บาท” เจ้าหน้าที่บอกฉันขณะจดตัวเลขลงในกระดาษว่า 5 กิโล พลันสายตาก็หันไปเห็นลูกหาบ ร่างกายกำยำแบกคานไม้ไผ่ยาวถ่วงกระเป๋าหลายใบที่ด้านหน้าและด้านหลังอย่างสมดุล การเดินขึ้นภูครั้งนี้มีแต่กล้องคู่ใจกับเงินติดตัวน้อยนิดเท่านั้น นอกนั้นขอฝากความหวังไว้กับลูกหาบอย่างที่นักท่องเที่ยวคนอื่นๆเค้าทำกัน ก่อนที่สัญญาณมือถือจะลดน้อยลงตามกำลังใจ แอบส่งข้อความทักทายเพื่อนเป็นการกระตุ้นตัวเองอีกครั้ง

“ลำปางหนาวมั้ยไม่รู้ แต่ภูกระดึงหนาวมาก”

ซำแฮก (แฮก...แฮก)


จุดพักด่านแรกซำแฮก ขอเติมเสียงต่อท้ายให้ดูสมจริงนอกจากแฮกเดียว เพราะเหนื่อยมากกกกกกกก แอบตะลึงในการเดินหาบของที่ดูมีจังหวะอย่างค่อยเป็นค่อยไป เสมือนการรำเซิ้งแบบนั้น ยก ย่อ ยืด ก้าวสลับซ้ายขวาแบบเอียงข้าง

“ต้องค่อยๆเดิน ค่อยๆก้าว จะได้ไม่เหนื่อย” ลูกหาบหญิงคนหนึ่งพูดกับฉันขณะที่เห็นฉัน ง่วนเดินดุ่มๆไปตามทาง
“เก่งจังค่ะ ไม่เหนื่อยเหรอค่ะ”
“ชินแล้วล่ะ การเดินขึ้นภูเนี้ยะ ก็เหมือนกับการอกกำลังกาย ต้องค่อยๆวอล์มร่างกายก่อน เดินช้าๆเพราะระยะทางยังอีกไกล เก็บแรงไว้ปลายทางด้วย”
“แล้วอีกไกลมั้ยค่ะ” ฉันเริ่มรู้สึกชาที่หัวเข่าขณะที่เดินคู่ไปกับลูกหาบคนนั้น
“ไม่ไกลหรอก เค้ามีที่พักเป็นด่านๆ ห่างกันประมาณโลสองโลนี่แหละ ระยะทางโดยรวมก็ประมาณ ห้ากิโลครึ่ง !!! ถ้าผ่านด่านแรกไปได้ก็สบายแล้วล่ะ เว้นแต่.........”
“อะไรเหรอคะ” ฉันถามขึ้นขณะที่เปลี่ยนการเดินจากการเดินตีคู่มาเป็นตามประกบรอยเท้า อาจดูเป็นจุดเล็กน้อยแต่สำหรับฉัน คิดว่าการเลือกที่จะเดินทางไหน เหยียบย่างยังไง สำคัญกว่าการเดินดุ่มๆตามทางของฉันเอง เรียกว่า ตามวัดรอยเท้าเลยก็ว่าได้

ซึ่งดูเหมือนว่าคู่สนทนาจะชินกับการเดินดีกว่า กิ่งไม้ แก่งหิน ร่องดิน ตลอดจนเถาวัลย์ที่ออกจะดูเหมือนตั้งใจทอดกายให้ผู้มาเยี่ยมชมเหยียบย่ำ ก่อนที่คู่สนทนาจะพูดต่อไป

“ก่อนถึงจุดสูงสุด สามร้อยเมตร................อาจจะดูลำบากหน่อย”
“...............” ฉันยังไม่อยากจะคิดถึงเส้นทางที่ไกลกว่านั้น
“ไปแวะทานน้ำที่ร้านป้าก่อนสิ ไม่ต้องรีบหรอก” นับเป็นคำเชิญชวนที่ได้ผล ฉันตกลงพักแรงในด่านแรก “ซำแฮก” พร้อมตรวจเช็คสภาพความพร้อมของคนในครอบครัว

กิโลเมตรที่สามกับขาสามข้าง
กลุ่มนักท่องเที่ยวทยอยขึ้นภูตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า โดยพร้อมเพรียง บ้างก็เดินเป็นหมู่คณะ บ้างก็เดินแบบฉายเดี่ยว ตลอดสองข้างทางที่สังเกตได้ พอเข้ากิโลเมตรที่สาม ความสูงมากขึ้น ความชันก็มากขึ้นตามลำดับ ขาข้างที่สามก็ปรากฏให้เห็นเกือบทุกคนที่เดินสวนไป “ไม้เท้า” จากเศษกิ่งไผ่ข้างทาง ดูเหมือนเป็นสิ่งจำเป็นและอาวุธประจำกาย การเดินทางของคนในครอบครัว ไม่ต่างจากการเดินทางมากับคณะเพื่อนฝูง เดินแบบไม่ต้องรอกัน ใครเหนื่อยก็พัก ใครยังไหวก็เดินต่อ แต่ละคนมีกล้องติดตัว มุมมองในการเลือกเก็บภาพแตกต่างกันไป ดังนั้น หากมัวแต่รอกันอาจทำให้การเดินช้าลงไปอีก ข้อสรุปจึงเป็นแบบนั้น “ตัวใครตัวมัน”

“ลุงๆทำไมหินมันถึงเรียงกันเป็นชั้นๆแบบนั้น” ฉันยังคงเป็นเจ้าหนูจาไมตลอดเส้นทาง หากแต่เปลี่ยนคู่สนทนา
“อ๋อ เค้ามีความเชื่อกันว่าใครเรียงหินแบบนั้น จะช่วยต่ออายุ ส่วนถ้าอยากเสริมดวงชะตาก็ให้เอากิ่งไม้ ไปคานกับแง่งหินแบบนู้น” ลุงหาบกระเป๋าคุยอย่างสบายอารมณ์ ไม่สะทกสะท้านกับเส้นทางหฤโหด แล้วฉันก็พยายามเบียงเบนความสนใจจากอาการเมื่อยล้า ด้วยการกดชัตเตอร์ถ่ายภาพไปเรื่อยๆ

“ใกล้จะถึงแล้วล่ะ พยายามเข้านะ” กลุ่มผู้คนที่เดินทางกลับลงจากภูกล่าวให้กำลังใจกับคนที่กำลังจะขึ้นสัมผัสธรรมชาติอย่างฉัน ตลอดเส้นทางสายเล็กๆที่คดเคี้ยว
“เหนื่อยมั้ยครับ” เด็กหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยทักฉัน
“.............” ฉันยิ้มกลับไปให้ เป็นเสมือนคำตอบว่า เหนื่อยแต่ยังไหวอยู่ มิตรภาพเล็กๆที่เกิดจากการเดินสวนทางกันอาจดูผิวเผินและฉาบฉวย แต่ช่วยต่อเติมปลายเท้าและหัวเข่าให้ทำงานได้ต่อไป....ฉันคิด


เวลายังคงเดินต่อไป............เรื่อย............เรื่อย
และฉันยังคงเดินต่อไป............เช่นกัน

ครั้งหนึ่งในชีวิตเราคือผู้พิชิตภูกระดึง

ทันทีที่ขาก้าวขึ้นบันไดจุดสูงสุดมาได้ก็ปรากฏพื้นที่ลานกว้างขวางและว่างเปล่าสลับภาพไปเป็นการ์ตูน มีคำกำกับพื้นที่ส่วนนั้น ...............คว้าง.!!! ................... และอีกาสีดำวิ่งผ่านหัวฉันไปพร้อมกับทิ้งร่องรอยสามจุดเป็นทาง “ภูกระดึง.....ถึงแล้วไง” ฉันพึมพำกับตัวเองเริ่มหายใจหอบแรงและสอดสายตาไปยังป้ายที่ตั้งเด่นเป็นสง่า ครั้งหนึ่งในชีวิต เราคือผู้พิชิตภูกระดึง !!
“อา..........ธรรมชาติ !!” แอบประชดในความเหนื่อยและเมื่อยสุดๆ มองลงไปยังเบื้องล่างที่ที่พึ่งจากมา และไม่อยากจะคิดถึงขากลับลงไป ก่อนที่จะคิดถึงขากลับที่ดูจะยากกว่าขามาหลายเท่า เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากคนในครอบครัว
“เดี๋ยวต้องเดินไปที่พักอีก สามกิโลกว่า”
“ควับ !!” อาการหันหน้าไปยังคู่สนทนาอย่างฉับพลัน คงไม่มีอะไรจะยากกว่านี้อีกแล้ว...ฉันคิด


สามกิโล....โอเค

แม้นาฬิกาจะบอกเวลาว่าเที่ยงแล้ว แต่ลมไอเย็นยังคงลอยปะทะโลมไล้เลียหน้าอยู่ไม่ขาดสาย เหมือนมีใครแอบเอาเครื่องทำความเย็นไปซ่อนไว้ในพุ่มไม้อย่างนั้น ขนาดเที่ยงยังไม่ร้อนแถมออกจะหนาวๆเย็นๆด้วยซ้ำ คืนนี้เจอกัน จะขอกอดหมอกซะทีเถอะ สภาพสองข้างทางระหว่างเดินไปที่พัก แม้จะเป็นสามกิโล แต่เมื่อเทียบกับความงามธรรมชาติ ป่าสนสีเขียวตัดกับท้องฟ้าสีเข้ม แต้มด้วยเมฆสีขาวดุจขนมปุยฝ้าย..........หายเหนื่อย..........(แต่เริ่มเมื่อยแทน...ฮ่าๆๆๆ)


การเดินทางที่ใช้เวลาร่วม 5 ชั่วโมง นับว่าเร็วเอาการอยู่จากสถิติของคนทั่วไป อยู่ที่ 6-7 ชั่วโมง เมื่อสมาชิกพร้อมเพรียงอาหารมื้อเช้าก็เริ่มขึ้น ราคาอาหาร ข้าวของเครื่องใช้ ตลอดจนของที่ระลึก จะสูงกว่าร้านธรรมดา สองเท่าตัว เช่น น้ำเปล่าจากขวดละ 12 บาท ก็กลายเป็น 20 บาท ข้าวราดแกงจาก 25 บาท ก็กลายเป็น 50 บาท อันนี้นบว่าเห็นใจ เพราะกว่าจะลำเลียงเสบียงและวัตถุดิบขึ้นมาได้ก็ยากเอาการ

กลิ่นเหงื่อ กลิ่นกาย ที่คละคลุ้งอยู่ในเสื้อมายาวนาน เห็นทีต้องอาบน้ำเสียแล้ว แต่ทันใดนั้นเอง เมื่อกระแสน้ำไหลพวยพุ่งออกจากฝักด้านบน

โครมมมม !!!!
เหมือนใครเอาก้อนหินขนาดใหญ่มาทุบหัว

“น้ำเย็นมาก.กกกก....กกกก” ฉันไม่คิดว่ามนจะเย็นยิ่งกว่าน้ำในตู้เย็นแบบนั้น ทำเอาตัวเขียว มือไม้สั่นแบบไม่เป็นจังหวะ โอยยยย เย็นเกินกว่าจะเรียกว่าหนาว ....เจ็บ...ดูเหมือนจะเป็นคำที่เหมาะกว่า ปลายเข็มนับร้อยๆแท่ง รุมทิ่มแทงเสียดผิวลงไปด้านใน เป็นไปตามคาดหมาย สมาชิกในครอบครัว ออกมายืนรอด้านนอกพร้อมเพรียง ปากเขียวกันไปตามๆกัน ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ

ฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี อากาศไล่เลี่ยต่ำลง จุดหมายต่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้น มองนาฬิกาครั้งสุดท้าย บอกเวลาสี่ทุ่ม ก่อนที่ไฟจะตัดลงและทุกอย่างก็มืดสนิทไปทั่วทั้งภู

การเดินทางขึ้นภูในช่วงขามาคงไม่นบว่ามากเกินไป เมื่อเทียบกับระยะทางในการเดินเที่ยวสถานที่ต่างๆบนยอดเขาแห่งนี้ เมื่ออาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าอวดโฉมให้นักท่องเที่ยวที่ตื่นเช้ากว่ามานั่งเก็บภาพบรรยากาศบริเวณริมผา หลายคนตื่นตีสี่ ตีห้า เพื่อเดินทางร่วมสองกิโล และนั่งทนอากาศอันหนาวเย็นนานหลายสิบนาที ก่อนที่พระอาทิตย์จะตื่นขึ้นมาพร้อมกับหายตัวเข้ากลับเมฆอย่างรวดเร็ว แล้วท้องฟ้าก็สว่างจ้าในบัดดล ณ สถานที่แห่งนี้ ผานกแอ่น

กลับเข้าที่พักสำหรับเตรียมการเดินทางต่อไป ระยะทาง สิบหก กิโลเศษ !!! มองผ่านแผนที่อย่างรวดเร็ว เดินทางแข่งกับเวลาและแข่งกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆที่ทยอยขึ้นภูมาบ้างแล้วในวันหยุด แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีนักท่องเที่ยวมากมายจนเกินไป กลับรู้สึกว่าดีมากกว่า เมื่อสองข้างทางน้ำตกนั้นช่างดูไม่คุ้นหูคุ้นตาเอาเสียเลย ไอเย็นปะทะหน้าตลอดเวลาที่เดินเฉียดสายน้ำไหล แอบหยุดเก็บภาพเป็นระยะๆ เมื่อผ่านน้ำตกวังกวาง น้ำตกโผนพบ น้ำตกเพ็ญพบใหม่ น้ำตกถ้ำใหญ่ น้ำตกธารสวรรค์ แล้วมื้อเที่ยงก็เริ่มขึ้น เมื่อเกิดอาการหิวโซกันทั้งครอบครัว

มอสนับพันต้นถักทอปูเป็นพรมสีเขียวขนาดใหญ่ โอบล้อมไปด้วยเมเปิ้ลสีแดงที่ร่วงหล่นไหลผ่านธารน้ำประดับคริสตัลแวววาวระยิบระยับอยู่เหนือน้ำ หากนี่คือฝัน สถานที่แห่งนี้คือสวรรค์............ฉันคิด


เวลายังคงเดินต่อไป............เรื่อย............เรื่อย
และฉันยังคงเดินต่อไป............เช่นกัน


เหมือนเริ่มชินกับการใช้ชีวิตที่นี่การเดินทางสักสี่หรือห้ากิโลดูเหมือนเป็นเรื่องปกติข้อดีของการเดินทาง (ขอย้ำว่าเดินจริงๆ) สามารถเห็นรายละเอียดของสองข้างทางมากกว่า บางครั้งความงามจากจุดเล็กๆ อาจถูกมองข้ามเมื่อไม่ได้รับความสนใจ อย่างเช่น ต้นไม้ ดอกไม้เล็กๆ ที่อุตส่าห์สู้ลมหนาวแทรกตัวจากพื้นดินกำมะหยี่สีเขียว ต้องอาศัยภาพถ่ายแบบมาโครสุดชีวิต กว่าจะได้มาและก็ชื่นชมกับความพยายามของมันในการมีชีวิตเสียเหลือเกิน

ถ้าหลายคนเคยดูหนังจีนกำลังภายใน ที่ในป่ารกร้างสองข้างทางมีแต่ป่าเขา แล้วจู่ๆก็ปรากฏ.......โรงเตี้ยม.......นั่นช่างเป็นสวรรค์เสียนี่กระไร เพราะเดินทางร่วม ห้าชั่วโมง แปดกิโลผ่านไปนั่นคือสถานที่ที่จะมี (สุข)า
สุขาอยู่หนใด........คำถามแรกเมื่อปรากฏร้านขายของข้างทาง

ส้วมสุดคลาสิคแบบส้วมซึมที่มีประตูปิดเป็นผ้าม่าน ต้องใช้มือข้างหนึ่งจับม่านไว้ไม่ให้ไหวไปตามแรงลง อีกครั้งที่ไม่ได้รู้สึกหนาวเย็นเฉพาะขา แต่เป็นเริ่มชาที่ตูด

พักแรงกับริมผานาน้อย ซึ่งราคาอาหารยังคงเป็นสองเท่าจากราคาปกติ มองเมนูที่ติดอยู่ข้างเสา
ข้าวกระเพรา 45 บาท
ข้าวไข่เจียว 40 บาท
ข้าวสวย 20 บาท
ไข่ดาว ไข่เจียว 10 บาท
แล้วทั้งหมดก็มองหน้ากัน เออเว้ยเฮ้ย..........ที่ภูกระดึงก็มีร้านอาร์ตกะเค้าด้วยว่ะ (ค่าโปะไข่เจียวลงบนข้าว 10 บาทแบบฉบับโน้ต อุดม กร๊ากกกกกกกกกกกกก)


พระอาทิตย์ตกทางทิศตะวันออก
อารมณ์สุนทรีย์กันทั้งบ้าน เมื่อต้องการดูพระอาทิตย์ตกดิน เดินทางต่อไปหมายมั่นที่ผาหมากกูด อากาศเริ่มหนาวเย็น ลมโกรกจากด้านหน้าผาพัดมาไม่ขาดสาย จากเดินเที่ยวน้ำตก ไม้ป่า ผาสูง วันนี้พึ่งจะเข้าใจ Km.ของป้ายที่บอกตลอดสองข้างทาง ที่ไม่ได้หมายถึงกิโลเมตรแต่เป็นกิโลแม้ว!!!

ขาชาตั้งแต่เอวลงไปยันตาตุ่มแม้ครึ่งท่อนบนจะสนใจธรรมชาติที่งามตาก็จริง แต่ส่วนล่างนั้นช่างไม่สนใจเอาเสียเลย “กลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง” พึมพำกับตัวเองขณะที่เห็นพ่อกับแม่ยังคงเริงร่าไม่รู้สึกเมื่อยล้าแต่อย่างใด........อึดชะมัด.....ฉันคิด

นั่งบวก ลบ คูณ หาร ระยะทางที่เดินเที่ยวมาในวันนี้ สิบหกกิโลเศษอาจดูมากอยู่ แต่น้อยลงไปในถนัดตา เมื่อโปรแกรมพรุ่งนี้ระยะทาง ยี่สิบเอ็ดกิโลเมตร (โอ้แม่เจ้า...................) ใกล้เวลาหกโมงเย็น ผู้คนต่างจับจองหน้าผา รอดูพระอาทิตย์เข้านอน ฟ้ากลายสี เริ่มถูกแต้มด้วยสีส้ม ผสมเมฆเจือจางและหลังจากนั้น
พระอาทิตย์หายไปไหน..............ไม่มีใครรู้...................


ถ้า
ถ้าไม่ได้ลางาน คงไม่ได้มาเที่ยวกับครอบครัว
ถ้าไม่ได้มาเที่ยวกับครอบครัว คงไม่ได้มาเที่ยวภูกระดึง
ถ้าไม่ได้มาเที่ยวภูกระดึง คงไม่ได้รู้จักคำว่าเดินทาง
ถ้าไม่ได้เดินทาง คงไม่รู้สึกอะไรกับโครงการกระเช้าลอยฟ้า
และถ้ามีโครงการกระเช้าลอยฟ้า ธรรมชาติจะไม่ได้ทำหน้าที่คัดสรรเลือกเฉพาะคนที่อยากมาจริงๆ

บางครั้งการได้อะไรมาง่ายๆก็มักไม่ได้มีผลดีเสมอไป ตรงกันข้ามยิ่งยากยิ่งท้าทาย ยิ่งยากยิ่งพยายาม เคยมีคนอายุที่มากที่สุดขึ้นมาเที่ยวภูกระดึง ตอนนั้นแอบสงสัยจะอายุเท่าไรกันเชียว ที่ว่าผู้สูงอายุ หลังจากสอบถามทางเจ้าหน้าที่ ปรากฏว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างตกใจ 80 ปี !!! แต่สามารถก้าวขึ้น ปีนป่ายและเดินทางมาถึงที่หมายได้ น่านับถือในความตั้งใจอย่างแท้จริง คิดถึงดอกหญ้าเหล่านั้น ช่างไม่ต่างกัน

เส้นทางธรรมชาติจักยังสวยงามอยู่อย่างนั้น ถ้าได้คัดสรรและเลือกผู้เดินทางที่มีใจรักจริงๆ....ฉันคิด

ได้เวลาซื้อของที่ระลึกฝากเพื่อนฝูง นอกจากตั้งใจจะเก็บภาพถ่ายไปฝากเพื่อนๆแล้ว โปสการ์ดที่ส่งตรงจากภูกระดึงดูเหมือนจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ก็แน่ล่ะในบรรดาของฝาก โปสการ์ดเป็นสิ่งเดียวที่ถูกที่สุด ฮ่าๆๆๆๆ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ดันลืมเอาที่อยู่ของเพื่อนๆมาด้วย โทษทีว่ะ โอกาสหน้าละกันนะ
อาการปวดขาเริ่มมากขึ้นเมื่อเข้าสู่วันที่สองของการเดินทาง แต่เมื่อเทียบกับความสวยงามก็ต้องยอม เหตุผลของการอาบน้ำนอกจากชำระล้างความสกปรกและเหงื่อไคล รู้มั้ยว่าสามารถแก้อาการปวดขาได้ (จริงๆนะ) น้ำที่เย็นสุดๆเวลาเอาแขน ขา เข้าสู้ อาการปวดจะเริ่มชาและขาก็จะหายไปในทันที และตบท้ายด้วยยาพาราแก้ปวดสัก 2 เม็ด แอบดูพ่อกับแม่ยังหัวเราะร่าและดูเหมือนไม่เมื่อยเลยสักนิด เข้าใจแล้วล่ะ............ว่าฉันเอาความอึดมาจากไหน วัยรุ่นจริงๆ ไม่ได้เปรี้ยวขนาดจะนอนกางเต็นท์เพราะกลัวอากาศหนาวและก็เกรงใจพ่อกับแม่เห็นว่ามีอายุ (ที่ไหนได้วัยรุ่นอย่างเรากลับป๊อดมากกว่า) อาคารที่พักเป็นแบบเรือนแถวติดกันเป็นห้องๆมีฝากั้นแบบบางๆเท่านั้น

“เฮ้ย ใครจะเอายาคลายเส้นบ้าง” เสียงใครคนหนึ่งแทรกผ่านฝากั้นห้องแผ่นนั้น แทบอยากจะตะโกนตอบตามเสียงนั้นไป “ขอด้วยเม็ดนึง” 555

แล้วคืนนี้ที่ทุกคนเหนื่อยมาทั้งวัน หลับสนิท.......แบบเป็นตาย ปล่อยให้ขาที่ทำหน้าที่ของมันอย่างดีในช่วงเช้าได้พักผ่อนบ้าง ปล่อยให้มือทำหน้าที่แทนในช่วงกลางคืนด้วยการจดบันทึกไดอารี่ แล้วฉันก็ได้รู้ว่า.........ที่ภูกระดึงมีสถานีรถไฟ !!! (การนอนหลับที่หลังนี่มันซวยอย่างนี้นี่เอง)


ตามหาหัวใจที่หายไป
หากลองมองแผนที่ภูกระดึงให้ดีๆจะเห็นว่าลักษณะหน้าตาช่างคล้ายกับรูปหัวใจ !! ......และใช่.....ฉันตกหลุมรักภูกระดึงจริงๆ ที่ผ่านมาเดินทางสำรวจได้ครึ่งหนึ่งของแผนที่ พรุ่งนี้จะออกสำรวจแผนที่รูปหัวใจให้เต็มดวง หลายครั้งที่อิจฉาจักรยานที่ปั่นโฉบเฉี่ยวผ่านคณะเดินทางของเราไป แต่วันสุดท้ายก็ยังคงเน้นการเดินอยู่ดี ไหนๆก็เดินมาหลายวัน (อีกสักตั้งจะเป็นไร) เมื่อมองธรรมชาติสองข้างทางแบบเต็มตา มาถึงขาที่จะได้สัมผัสพื้นผิวที่แตกต่างออกไปบ้าง เพราะการมาภูกระดึง ถ้าสังเกตให้ดีจะมีลักษณะพื้นผิวดินที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็เป็นทรายสีขาวละเอียดยิบราวกับเม็ดเกลือที่โรยตัวตามโขดหินบ้าง แก่งดินบ้าง รู้สึกเหมือนเหยียบบนทรายที่อยู่ตามชายทะเล ถ้าเดินผ่านป่าสนก็จะรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเหยียบบนกองฟาง แล้วก็พื้นดินแบบ Bubble Gump หนุบหนึบ หยึบหยับทุกครั้งที่เดินผ่านพื้นโคลนฉ่ำๆที่มี.......ทาก.........เป็นเพื่อนร่วมทางด้วย.....บรื๋อ

ผาหล่มสัก คือสถานที่สุดท้ายที่ฝากความหวังไว้กับเจ้าพระอาทิตย์ขี้อาย ขอสักช๊อตก่อนกลับลงภูเถอะ เมื่อผิดหวังกับการรอคอยของเมื่อวาน ดูเหมือนจุดสนใจของผาแห่งนี้จะมีที่เดียวเหมือนกัน นั่นคือ ส่วนที่ยื่นยาวทอดกายออกไปยังหน้าผาและตามหลังมาเป็นพรวนด้วยจำนวนคนที่มากมายยืนต่อเรียงคิว ณ ผาแห่งนั้น

ชีวิตสีเทา
มีใครคนหนึ่งถามฉันว่า ระหว่างกลางวันกับกลางคืนชอบเวลาไหนมากที่สุด ฉันตอบเขาไปว่า “ชอบเวลาโพล้เพล้ ช่วงต่อระหว่างกลางวันกับกลางคืน” มีความรู้สึกเสมอว่า เป็นช่วงเวลาแห่งการผ่อนคลาย เมื่อมองดูท้องฟ้าเวลาแบบนี้จะเห็นท้องฟ้าแบบ.........วอลล์แพ็ดเดิลป๊อบ........ไอ้ติมหลากรสผสมรวมตัวแบบดินน้ำมัน........อืมมม........ แค่คิดก็ผ่อนคลายเห็นมะ !!!


บางครั้งการมองโลกในแง่ร้ายก็ไม่ได้มีผลร้ายเสมอไป เพราะการที่เรามองอะไรในแง่ลบก็มักจะต้องมองทางออก แผนสำรอง สำหรับการป้องกันตัวเองเอาไว้ แต่ถ้าควบคู่กับการมองโลกในแง่ดีในแบบสีขาวบ้าง ก็จะไม่ทำให้ห่อเหี่ยวกับการมีชีวิตจนเกินไป โลกสีเทาจึงเป็นโลกที่ฉันกำลังพยายามจะเป็น

หลายคนมีอาชีพการทำงานในเวลากลางวัน
หลายคนมีอาชีพการทำงานในเวลากลางคืน
หลายคนเหล่านั้นคงได้เจอกันสักที่ เมื่อถึงช่วงเวลาในยามพลบค่ำ

เมื่อทั่วทั้งภูมืดสนิท ไอติมสีรุ้งละลายหายไปในท้องฟ้า ดาวมากมายอย่างที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนผุดขึ้นแทรกม่านแห่งความมืด ใครเอาเศษกระจกโปรยลงมาจากฟ้านะ เคยไปท้องฟ้าจำลองสมัยละอ่อนตอนนั้นก็ตื่นตาตื่นใจกับโถงท้องฟ้าจำลองที่เนรมิตดาวให้พวกเราๆได้ดู นั่นว่าเจ๋งแล้วนะ แต่ภาพที่เห็นท้องฟ้าริมหน้าผาเบื้องหลังโค้งมนจรดเบื้องหน้า ย้อยต่ำลงมาแบบ 180 องศา ประดับประดาไปด้วยดาวนับไม่ถ้วน (ลองหลับตาแล้วนึกตาม โรแมนติคมั้ยล่ะ) แอบชื่นชมแล้วจับจองเป็นของตัวเอง ว่าแล้วก็อยากเอามาอวดเพื่อนๆ หยิบกล้องคู่ใจในกระเป๋ากะเอาดาวไปฝากเต็มที่

แช๊ะ !!!!!
(ภาพที่ปรากฏ.........มืด.........ดำสนิท........แล้วดาวหายไปไหน!!!)เหมือนธรรมชาติเบื้องหน้าจะบอกกับฉันว่า ความสวยงามบางครั้งก็ต้องมามองด้วยตาของตัวเอง


“นั่น หมาจิ้งจอก” ใครคนหนึ่งในขบวนที่เดินทางกลับที่พักร้องทัก ฉันหันไปดูด้วยความตื่นเต้น แต่แล้วหน้าก็ถอดสีลงเพราะไม่ได้มาแค่ตัวเดียว แต่มากันเป็นฝูง!!! ความกลัวปนสนุกเริ่มเข้ามาแทนที่ แบบไม่รู้ว่าจะกลัวรึว่าตื่นเต้นกับมันดี นั่นเป็นสาเหตุให้การเดินทางกลับที่พักต้องไปเป็นกลุ่ม นอกจากจะช่วยเพิ่มแสงสว่างให้กันและกันแล้ว ยังช่วยเพิ่มในเรื่องความปลอดภัย

กลางวันก็สนุกดี ส่วนกลางคืนก็ตื่นเต้นไม่น้อย แม้ภาพกลางคืนจะถ่ายไม่ได้เลยก็ตาม (แอบเสียดายที่กล้องคู่ใจ ดันไม่ชอบที่มืดๆ)

กลับถึงที่พักด้วยอาการเมื่อยล้าเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกแปลกไป วันรุ่งขึ้นก็ต้องกลับลงภูกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ เรื่อยๆเรียบๆตามแบบฉบับพนักงานกินเงินเดือน ว่ากันว่าการมาภูกระดึงครั้งแรกเค้าเรียกว่า “บ้า” ส่วนการมาภูกระดึงครั้งที่สอง เค้าเรียกว่า “โง่” แต่สำหรับฉัน คนมันทั้งโง่และบ้า คงต้องหาโอกาสมาเป็นครั้งที่สองอีกครั้ง มากับครอบครัวยังสนุกขนาดนี้ มากับเพื่อนจะมันส์ขนาดไหน

ก่อนจากไปยังที่ที่จากมา หันกลับไปมองป้ายอีกครั้งที่ตั้งเด่นเป็นสง่า ณ ลานโล่งกว้างแห่งนั้น
ครั้งหนึ่งในชีวิตเราคือผู้พิชิตภูกระดึง
เวลายังคงเดินต่อไป............เรื่อย............เรื่อย
และฉันยังคงเดินต่อไป............เช่นกัน


(ดูภาพเพิ่มเติมได้ที่ http://warawan.multiply.com/photos/album/7/Phu_Kradueng)




17 กรกฎาคม, 2551

สู่สังขละ....สักครั้ง

ทำไมต้องสังขละ
สังขละมีอะไรดีและทำไมต้องไปที่นั่น คำถามเดิมๆจากเพื่อนรอบข้างยังคงกรอกหู .........นั่นสินะ.........เอาเป็นว่าก่อนหน้านั้นแทบจะไม่รู้จัก “สังขละ” แม้แต่นิด อยู่จังหวัดอะไรก็ไม่รู้ ยิ่งไปกว่านั้น อำเภอนี้ตั้งอยู่ส่วนไหนของประเทศไทยหว่า ??........กลับกัน.......ถ้าหากไปถามกลุ่มของนักตกปลา กลุ่มถ่ายภาพ และนักท่องเที่ยวคนอื่นๆอาจได้คำตอบที่แตกต่างไปจากฉัน สังขละเป็นหมายต้นๆของนักตกปลาน้ำจืด ในตอนแรกก็ว่าจะไปอาศัยรถติดสอยห้อยตามไปกับกลุ่มตกปลานั้นด้วย (ที่พึ่งรู้จักกันมาได้ประมาณสองสามเดือน) แต่แล้วก็เปลี่ยนใจเพราะไม่ใช่จุดมุ่งหมายเดียวกัน ที่สำคัญ...........ฉันตกปลาไม่เป็น !!.............

ขอบคุณโลกของอินเตอร์เนตที่ทำให้รู้ว่า สังขละก็มี Unseen in Thailand กับเค้าด้วยเหมือนกัน เมืองบาดาลที่หลับใหลอยู่ใต้กระแสน้ำ แต่นั้นก็ยังไม่จุดประกายไฟให้เท้าก้าวออกจากแหล่งชุมชนเมืองได้ จนกระทั่งบทสนทนาระหว่างฉันกับเพื่อนกลุ่มตกปลาสิ้นสุดและเริ่มบทสนทนาใหม่ระหว่างเพื่อนร่วมอาชีพเดียวกัน เพื่อนของโลกอินเตอร์เนต ที่ออกจะดูสนิทสนมได้พูดคุยมากกว่าเพื่อนในโลกของความเป็นจริงเสียด้วยซ้ำ บทสนทนาขั้นพื้นฐานเริ่มต้นขึ้นเหมือนในทุกๆวัน และก่อนที่ฉันจะเอ่ยว่า อยากไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งใกล้ๆ เพื่อนคนนั้นที่ชื่นชอบการถ่ายภาพก็ส่งลิงค์ของกลุ่มถ่ายภาพมาให้ดู

“สวยโครตเลยอ่ะ” ฉันพูดหลังจากคลิกดูภาพสุดท้ายจบลง


ภาพถ่ายมุมต่างๆกระจายทั่วทุกซอกทุกมุมของสังขละ เหมือนตัวเองได้แอบลอบเกาะติดตามไปกับแก๊งค์นั้นด้วย ...........ไม่น่าเชื่อ...........ว่าภาพเพียงไม่กี่สิบใบ จะมีอิทธิพลดึงดูดใจได้มากถึงเพียงนี้

ภาพท้องฟ้าขมุกขมัวหลังจากฝนตกในยามเช้า สะพานมอญที่ทอดตัวยาวกลางแม่น้ำ ภาพเด็กๆกระโจนลงน้ำอย่างสนุกสนาน เบื้องล่างมีเรือหางยาวแหวกกระแสน้ำเป็นทางยาว ผืนน้ำระยิบระยับต้องแสงอาทิตย์ พระเดินบิณฑบาตและแม่ชีสีชมพู ผู้เฒ่าผู้แก่ หนุ่มสาวชาวมอญ และเมืองบาดาล ภาพทั้งหมดเหล่านั้นคงจะดีถ้าได้เห็นด้วยตาตัวเองและมันเคลื่อนไหว............ว่ามะ !!! ................

แรงบันดาลใจ ตอนที่ 1
นอกจากบรรดาภาพสวยๆ มุมแปลกๆ ที่เพื่อนส่งมายั่วน้ำลายให้ดู ก่อนไปสังขละเหล่านั้นแล้ว บรรดาแพคเกจ ท่องเที่ยว ก็ทำเอาเคลิ้มได้เหมือนกัน ยอมรับว่า ไม่เคยคิดจะไปแบบชะโงกทัวร์ตั้งแต่แรก เพราะอยากเก็บบรรยากาศแบบไม่รีบร้อนและต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย ( เบี้ยน้อย หอยน้อยนั่งเอง )

นอนแพ....กลางแม่น้ำแควน้อย
....บรรยากาศยามค่ำคืนสดชื่น........
ตื่นเช้า.....ชมพระอาทิตย์ขึ้น....เล่นน้ำยามเช้า
สายๆนั่งเรือล่องทะเลสาปเขาแหลม....สัมผัสเมืองบาดาล

คำเชื้อเชิญยั่วน้ำลายสะกิดปลายเท้าและหัวใจให้ล่องลอยไปไกลซะตั้งแต่ต้น เป็นการบรรยายภาพบรรยากาศที่สังขละได้ดีทีเดียว เคยเห็นแต่คำเชิญชวนโฆษณาประเภทที่ว่า ที่พักเราสะอาด สะดวก สุขอนามัย ใกล้แหล่งชุมชน บ้างก็กระหน่ำลดแลกแจกแถมโปรโมชั่นกันสุดๆ จองห้องพักในวันนี้ พิเศษ อาหารเช้าหนึ่งมื้อพร้อมผลไม้ ( ดึงดูดใจโครตๆ....ประชดนะ ) กรุงเทพที่ฉันอยู่มีอาหารครบสามมื้อเลยอ่ะ ( ยังไม่เอามาอวด กร๊ากกกกกกก ) อันที่จริงการโฆษณาใดๆก็ตามเหล่านั้น ก็มีข้อดีในตัวของมัน ดีไปคนละอย่าง บางทีคนที่อยากได้แบบครบวงจร กิจกรรม ที่พัก และค่าอาหาร จำกัดงบประมาณไปเลยตั้งแต่ยังไม่ได้เที่ยวก็ทำให้เตรียมตังค์ในกระเป๋าได้ระดับหนึ่ง ดีกว่า ไปชิลด์ชื่นชมธรรมชาติสุดท้ายตังค์ไม่มีเพราะที่พักดันแพง !!!! แต่จากการสำรวจระดับเบื้องต้น พบว่า ถ้าคุณมีตังค์ในกระเป๋าสักสองพันบาท ก็สามารถชิลด์เดี่ยว....เที่ยวสังขละได้แล้ว งบประมาณคร่าวๆ ก็ไม่น่าจะเกินสามพันบาท ซึ่งที่พักมีตั้งแต่ กางเต็นท์ นอนแพแล้วก็รีสอร์ท

“ นอนรีสอร์ทไฮโซ ถ้าอยากโลโซไปนอนเต็นท์ ”


ก็ไม่ได้หมายความตามที่พูดซะทีเดียว คือการนอนเต็นท์ได้นี่ คงต้องเป็นคนอึดพอดู ไหนจะต้องกางเอง เก็บเอง แล้วเกิดฝนตกล่ะ ฤดูฝนก็กำลังมาซะอย่างนี้ ที่สำคัญ กางเต็นท์ไม่เป็นด้วยล่ะ แม้บริการเสริมของบางเจ้าจะมีการเก็บให้ กางให้ก็เถอะ แต่คงรู้สึกไม่เต็มที่กับการนอนประเภทนั้นสักหน่อย (เหมือนอยากทำกับข้าวกินเอง แต่ดันใช้คนอร์ในการปรุงรส)

เพราะชีวิตคือการเดินทาง

ตั้งใจจะเดินทางสู่สังขละ สักครั้งด้วยลำแข้งของตัวเอง แต่จากการดูแพคเกจกิจกรรม ห้องพัก และการเดินทาง ส่วนใหญ่ร้อยละแปดสิบ จะคิดราคาเป็นคู่ เหตุผลหลักที่สำคัญในการเที่ยวครั้งนี้คือ การเขียนเรื่องสั้นสักเรื่องให้มันจบเป็นเรื่องเป็นราวสักที ถ้าได้เดินชิลด์บนสะพานมอญ ตอนค่ำไปเวียนเทียน ตื่นเช้าดูพระอาทิตย์ขึ้น สายๆก็ไปดูวัดใต้น้ำ เยี่ยมชมหมู่บ้าน ตลาดและบรรยากาศสองข้างทาง หาแรงบันดาลใจจากสิ่งรอบตัว......... ว่าแต่.......ไปคนเดียว แล้วใครจะถ่ายรูปตรูฟร่ะ !!!??...........ฉันคิด

เบิร์ท : “ เซ็งว่ะ ว่าจะไปเที่ยวไม่ได้ไปสักที ”
ฉัน : “ อ้าว แล้วทริปรถไฟอ่ะ ”
เบิร์ท : “ ก็นั่นแหละ ยังไม่ได้ไป เบลอไปก่อน แล้วทริปที่บอกจะไปสังขละนี่เมื่อไรอ่ะ ”
ฉัน : “ 17-18-19 แต่จองห้องไว้แค่คืนเดียว อีกคืนไปตายเอาดาบหน้า ”
เบิร์ท : “ ลุยเดี่ยวป่าววะ ”
ฉัน : “ คงงั้น อยากดูที่พักมั้ยล่ะ เป็นรีสอร์ทติดริมแม่น้ำตรงหน้าสะพานมอญพอดี จะให้ไปนอนเต็นท์คนเดียวคงไม่ไหวอันตรายไป พนักงานเค้าบอกว่า ห้องที่จองอ่ะ เพิ่งสร้างใหม่ ทำเลสวยสุดในรีสอร์ทเลยนะ”

จากนั้นก็กระตุ้นต่อมเที่ยวให้เพื่อน โดยการส่งภาพรีสอร์ทกับเว็บถ่ายภาพที่ได้จากเพื่อนอีกคนให้ดูเป็นการสร้างอารมณ์ในขั้นต้น..........ปรากฎว่าได้ผลดีเกินคาด………….

เบิร์ท : “ฟังแล้วรู้สึกอยากไปมั่งว่ะ ฮ่า ฮ่าๆ ถ้ายังไม่ได้ไปทริปรถไฟ ไปทริปสังขละด้วยได้ป่าววะ”
ฉัน : “ ยังไงก็ได้อยู่แล้ว สองหัวดีกว่าหัวเดียว”
เบิร์ท : “ เริ่มอยากไปหลังจากดูรูปนี่แหละ”
ฉัน : “ เออ รูปแมร่งสวยเวอร์ อยากไปถ่ายมั่ง ดูดิ๊ว่าจะสวยแบบนั้นมั้ย”
เบิร์ท : “ ฮ่า ฮ่าๆ”

การเดินทางออกสู่โลกที่แตกต่างจากเดิม จุดหมายเดียวกัน แต่หาใช่จุดประสงค์เดียวกันไม่

17.07.2008

นับเป็นการตื่นเช้าที่สุดในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา กับเวลาตีห้าสี่สิบห้า พร้อมออกเดินทางมุ่งหน้าสู่หมอชิต สุดท้ายก็มาลงตัวกับผู้ร่วมเดินทางทั้งสามคน อันมีตัวฉัน อาร์ทและเบิร์ท แม้จะดูฉุกละหุกในช่วงแรกบวกกับสมาชิกที่พึ่งจะลงตัวได้ในไม่กี่วันก่อนออกเดินทาง ย้อนกลับไปหลังจากนั้นไม่นานมากนัก เกือบหลงตั้งแต่ยังไม่เริ่มเดินทางซะแล้ว ก็ดันอ่านตารางเวลาเดินรถคำว่า “ สระบุรีไปเป็นสังขละบุรีได้นี่ ”

แหล่งข้อมูลอ้างอิงทั้งหลายแจ้งว่าการเดินทางจากกรุงเทพไปสังขละนั้นใช้เวลากว่า หกชั่วโมง ซึ่งหากนั่งด้วยรถไฟก็จะต้องใช้เวลามากกว่านั้น ในการต่อรถจากสถานีน้ำตกไปยังที่หมาย (เอาเป็นว่าตกอันดับไป แรงบันดาลใจจากนั่งรถไฟไปตู้เย็นยังส่งพลังกระตุ้นไม่แรงพอ) เช่นเดียวกันกับการนั่งรถทัวร์ที่ขึ้นจากสายใต้ใหม่ไปกาญจนบุรี ยังคงต้องนั่งรถต่อไปสังขละ เมื่อเห็นพ้องต้องกันว่าควรไปขึ้นรถที่สถานีหมอชิต โดยไม่ต้องเสียเวลาต่อรถให้ยุ่งยากซึ่งตรงไปด่านเจดีย์สามองค์เลย

ตู๊ด......ตู๊ดดดด....ตู๊ดดด
(เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ขณะที่นั่งรถแท็กซี่ไปหมอชิตด้วยอาการง่วงเต็มที่)

เบิร์ท : “ เฮ้ยยย รถทัวร์ที่จะไปด่านเจดีย์สามองค์อ่ะ เต็มหมดเลยว่ะ”
ฉัน : “อ้าวเฮ้ย เต็มได้ไงอ่ะ นี่รอบหกโมงเช้าเลยนะ”
เบิร์ท : “ เอาไงอ่ะ”
ฉัน : “...............”

ขณะที่นั่งแท็กซี่อยู่นั้น พระอาทิตย์ยังไม่ทันโผล่พ้นขอบฟ้าเลยด้วยซ้ำ และรอบที่พวกเรากำลังจะไปก็เป็นรอบแรกสุด.......หกโมงเช้า !!!.............แต่พอรถลงทางด่วน เลี้ยวเข้าหมอชิตเท่านั้นแหละ โอวววว....แม่ !!! รถแท็กซี่ รถบัส รถทัวร์ ติดแน่นขนัดเต็มท้องถนน นึกว่าจะมีเราคนเดียวซะอีกที่แหกตาตื่นได้เช้าขนาดนี้

ตู๊ด......ตู๊ดดดด....ตู๊ดดด
(เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง)

เบิร์ท : “ มันมีรถทัวร์ไปกาญจน์อ่ะ เอาป่าว แล้วค่อยต่อรถไปสังขละที่กาญจน์อีกที”
ฉัน : “ เหรอ รอบอื่นเต็มหมดเลยใช่ป่ะล่ะ เออๆๆ งั้นเอาไปกาญจน์แล้วกัน มีรอบกี่โมง”
เบิร์ท : “หกโมง”

ฉันวางหูโทรศัพท์แบบยังไม่ทันตั้งตัวดี นาฬิกาบอกเวลาอีกสิบนาที หกโมงเช้า............เวรกรรม........จะทันรอบรถทัวร์คันนี้มั้ยเนี่ย จึงตัดสินใจกระโดดลงจากรถแท็กซี่พร้อมกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปยังชานชาลาที่ 114

สามที่สุดท้าย ก่อนรถออกได้เพียงไม่กี่อึดใจ !!!

สภาพรถทัวร์ ป.2 ที่ดูทรุดโทรมเต็มที ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นขยะ อาหาร และกลิ่นกาย แม้รถที่นั่งจะเป็นแบบปรับอากาศหรือที่เรียกแบบชาวบ้านว่ามีแอร์ ก็ไม่ได้ช่วยให้สภาพคล่องทางจมูกดีขึ้น กลับอยากทุบกระจกให้แตกแล้วเอาอากาศจากภายนอกเข้ามาภายในมากกว่า รถทัวร์ปรับอากาศสี่สิบเจ็ดที่นั่ง ซึ่งมีผู้คนทยอยกันขึ้นมาตลอดทาง ทำตัวเสมือนรถเมล์มากกว่ารถทัวร์...............ครึ่งชั่วโมงผ่านไป...............สิบหกเลนท้องถนนที่ดูคุ้นตา.......บางใหญ่....... โอววววว จะจอดรับคนอีกนานมั้ยฮะ ตอนนี้ก็ปาเข้าไปเกือบหกสิบคนเบียดเสียดแล้ว

สามชั่วโมงผ่านไป.........
แคว้นโบราณ ด่านเจดีย์ มณีเมืองกาญจน์ สะพานข้ามแม่น้ำแคว แหล่งแร่น้ำตก
ถึงสถานีขนส่งที่อำเภอเมืองกาญจน์ (ตามเวลาคำนวณ น่าจะใช้เวลาแค่สองชั่วโมง) ทำให้อดสยองถึงการต่อรถจากกาญจน์ไปสังขละไม่ได้ จากสี่ชั่วโมงจะไม่เป็นห้าหรือหกชั่วโมงเลยรึ เคราะห์ซ้ำกรรมซัดยังไม่หมดเท่านั้น มันแค่เริ่มต้น หึ หึ

เก้านาฬิกา ที่สถานี ณ เมืองกาญจน์กับตารางการเดินรถ
รถทัวร์ปรับอากาศ มีรอบ เที่ยงครึ่ง
รถตู้ปรับอากาศ มีรอบ บ่ายโมง
ไม่มีทางเลือกอื่น........นอกจาก...........รถฉิ่งฉับทัวร์ !!!!!!!!!
จำนวนคนที่แน่นขนัดตั้งแต่ยังไม่ออกรถ สามทหารเสือจำเป็นต้องแยกที่นั่ง อาศัยเอาตัวให้รอดแบบตัวใครตัวมันไปก่อน สภาพรถที่ไม่น่าจะไต่ขึ้นเขาได้และทุกครั้งที่มองออกนอกหน้าต่างมีความรู้สึกว่า เหมือนรถมันวิ่งถอยหลังเพราะขนาบด้านซ้าย-ขวามีรถแซงไปด้วยความเร็วสูงกว่า กฎแห่งการอาศัยพึ่งพากัน ยังใช้ได้ดีสำหรับที่นี่ “ทางเดียวกัน ไปด้วยกัน” เฉกเช่นยามเช้า

แต๊ด....แต๊ด....แต๊ด....กึก......แกรกกกกกกกกก
(อาการสะอึกน้ำมันและช่วงเวลาเปลี่ยนเกียร์มีให้ได้ยินเป็นระยะ)
เด็ก ผู้หญิง และคนชรา ทยอยขึ้นตามป้ายข้างทางตลอดสาย มีอยู่ครั้งหนึ่ง ยายแก่ๆ แกก้าวขึ้นรถอย่างงุ่มง่าม ฉันซึ่งนั่งอยู่ริมประตูก็ทำท่าเหมือนจะลุกสละที่นั่งให้ แต่เด็กท้ายรถบอกว่าไม่เป็นไร นั่งไปเหอะ พร้อมจัดแจงที่นั่งให้ยายแก ทันที ( แอบเหน็บแนมว่า ที่กำลังจะไปกันน่ะ มันไกลนะโว้ยยยย) ฉันหยิบแผนที่ในกระเป๋าเปิดกางออก อยากจะรู้พิกัดของตัวเองเต็มที่ เด็กท้ายรถเห็นก็บอกว่ายังอีกไกลไม่ต้องไปดูมันหรอก !!! อ่านะ ท่าจะจริง

อากาศที่เหลืออยู่ เริ่มน้อยเต็มที พยายามสร้างอารมณ์ด้วยการมองนอกหน้าต่างให้มันไกลๆเข้าไว้ ธรรมชาติ ป่าเขา และเนาไพร แอบเหลือบไปเห็นป้ายที่เขียนไว้ว่า ชุมชนน้ำตก รู้สึกขอบคุณเพื่อนร่วมทางอีกครั้ง ที่มันไม่นั่งรถไฟกัน(ไม่งั้นคงตาย) เปลี่ยนบรรยากาศให้คึกคักขึ้นอีกครั้งเพราะระหว่างทางมีพ่อค้าแม่ขาย เดินแบกข้าวเหนียวหมูปิ้ง ลูกชิ้นทอด ไส้กรอกทอด โอเลี้ยง กาแฟและโอวัลตินขึ้นมาขายบนรถ แม้ไม่ได้นั่งรถไฟ บรรยากาศแบบนี้ก็ถือว่าใกล้เคียง และการเดินทางก็เนิบนาบคือกัน

ผ่านอำเภอทองผาภูมิ ดูเหมือนคนจะเริ่มบางตาลง เด็กท้ายรถนับจำนวนคนที่จะไปสังขละอีกครั้งได้ทั้งหมดสิบห้าคน หลังจากปรึกษาหารือกับคนขับ สรุปก็คือให้ที่เหลือไปต่อรถอีกคันที่จอดรออยู่ข้างทาง อารมณ์ว่ารวบรวมคนที่จะไปสังขละเท่านั้น คราวนี้ไม่สามารถเลือกที่นั่งได้แล้ว เพราะที่นั่งเต็มหมด จนต้องระเห็ดตัวเองกับเพื่อนไปนั่งหน้ารถ ด้านข้างคนขับ ซึ่งตรงพอดีกับประตูที่เปิดอ้าออกอยู่ตลอดเวลา


เลี้ยวขวาเข้าอำเภอสังขละ และเริ่มนับถอยหลัง

74 กิโลเมตร
“การขับรถไปสังขละบุรี ผู้ขับต้องมีความชำนาญในการขับรถพอสมควร เนื่องจากเส้นทางที่คดเคี้ยวและลาดชันโดยเฉพาะ ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ” ข้อความเหล่านี้มีให้เห็นแทบทุกเว็บไซต์ที่เข้าไปค้นหาข้อมูล เริ่มสงสัยในใจว่าจะจริงอย่างนั้นหรือเปล่า

60 กิโลเมตร
ป้ายเตือนสองข้างทางเริ่มปักถี่มากขึ้นเรื่อยๆ เป็นต้นว่า โค้งอันตราย โปรดใช้เกียร์ 1 เช็คเกียร์ คลัทช์ เบรค ก่อนขึ้นเขา ทางลาดชันโปรดระมัดระวังเป็นพิเศษ ห้ามแซง ขับช้าๆ และป้ายอีก 500 เมตรโค้งอันตรายและเริ่มนับถอยหลังเป็น ห้า สี่ สาม สอง และหนึ่งร้อยเมตรสุดท้าย

40 กิโลเมตร
อากาศด้านนอกเริ่มเย็นลง คนโดยสารบางตาลงเรื่อยๆ สามทหารเสือได้นั่งด้วยกันแบบครบทีม หลังจากอ่านป้ายเตือนข้างทางจนเพลินตา ก็มาสะดุดกับป้ายสีขาวถูกแต้มด้วยอักษรสีแดงขนาดใหญ่ ทำเอาทั้งสามต้องมองหน้ากัน

“ ถ้าไม่อยากตาย ห้ามเปลี่ยนเกียร์ขณะขึ้นเขา และใช้เกียร์ 1 เท่านั้น !! ”
ทำอะไรไม่ถูก นอกจากนั่งมองตากันปริบๆ

30 กิโลเมตร
มองนาฬิกาอีกครั้ง........บ่ายสองโมง.........เริ่มรู้สึกเมื่อยขาและอยากลงเดิน มีความรู้สึกว่าก้นตัวเองเริ่มละลายหายเข้าไปกับเบาะที่นั่งแล้ว แอบตื่นเต้นขึ้นมาเป็นระยะ เมื่อมองผ่านม่านไม้ข้างทาง เห็นทะเลสาบอยู่ลิบๆกับอากาศข้างนอกที่เย็นสดชื่นมาปะทะหน้าไม่ขาดสาย เสมือนมีคนเอาน้ำเย็นมาโปรยอยู่นอกหน้าต่าง ละอองฝนขนาดเล็ก แตกฟองปลิวลอยมาตามลม แต่เพียงไม่กี่อึดใจ..............

“โครมมมมม...ม....ซู่........ซ่า...........”
ฝนห่าใหญ่เทลงมาแบบไม่ทันตั้งตัว ทำเอาปิดหน้าต่างกันแทบไม่ทัน

ฉัน : “โหย อารายฟร่ะ เสียอารมณ์เลยอ่ะ”
เบิร์ท : “เฮ้ยฝนตกแบบนี้ จะเที่ยวสนุกเหรอ”
ฉัน : “อ้าว ก็จะมาดูเมืองบาดาลนี่นา ก็ต้องมาตอนฝนตกนี่แหละ วัดจะได้อยู่ใต้น้ำไง เกิดมาหน้าร้อนกะหน้าหนาว มันก็ไม่แตกต่างจากที่อื่นสิ”
เบิร์ท : “แล้วเค้าแนะนำกันให้มาหน้าไหนล่ะ”
ฉัน : “หน้าหนาวว่ะ”
เบิร์ท : “..........”
ฉัน : “..........”

หลังจากที่ฝนเทกระหน่ำลงมาแบบไม่หยุดหย่อน การนับถอยหลังสู่สังขละก็หมดลง เนื่องจากมีไอน้ำมาเกาะด้านนอกหน้าต่างและหมอกก็หนามากขึ้น จนเด็กท้ายรถต้องคอยเอาผ้ามาเช็ดกระจกให้คนขับอยู่ตลอดเวลา เส้นทางการเดินรถก็ดูชันและลาดเอียงมากขึ้นตามลำดับ แอบลุ้นเป็นระยะ ช่วงคดเคี้ยวเลี้ยวลดไล่ไปตามไหล่เขา ถนนลื่นอย่างนี้แล้วเบรคล่ะ..............อดเป็นห่วงไม่ได้..............เพราะสภาพรถมันทำให้จินตนาการไปแบบนั้นจริงๆ ..............จุดพีคสุด............ของวิวข้างทาง คงเป็นจังหวะที่รถกำลังไต่เขาได้ความสูงระดับหนึ่ง เลี้ยวหักศอก ขณะที่ฝนหยุดตกพอดี กำแพงไม้ป่าเปิดอ้าออกสู่ท้องฟ้าโล่งกว้าง เบื้องล่างเป็นทะเลสาบสีเขียว มีบ้านเรือนปลูกเป็นกระท่อมบนแพอย่างเรียบง่าย กระจ่ายตัวตามลุ่มน้ำต่างๆ โอวววววว ฟ้าหลังฝนเป็นแบบนี้นี่เอง ขนลุกซู่แบบบอกไม่ถูก ไม่ใช่เพราะอากาศหนาวหรือแรงลม แต่เพราะภาพที่เห็นเบื้องหน้านั้นสวยจริงๆ

xx กิโลเมตร
เหมือนตัวเองถูกสะกดจิตอย่างไรอย่างนั้น........ไม่.........แม้แต่จะเหลียวมองหลักกิโลเมตรที่อยู่ข้างทาง แอบเสียดายที่ไม่ทันจะเอากล้องขึ้นมาเก็บบรรยากาศเหล่านั้นไว้ได้ ขากลับต้องถ่ายให้ได้ล่ะกัน........แอบสัญญากับตัวเองเงียบๆ

รถโดยสารที่นั่งมา ยังคงเนิบนาบสู่เส้นทางลาดชัน

“ทางลงเขายาวหนึ่งกิโลเมตร”
ป้ายสีเหลืองตั้งเด่นเป็นสง่าตัดกับอักษรสีดำที่อยู่ข้างทาง ทำเอาทั้งสามมองตากันอีกรอบ เพราะทางที่ผ่านมาความยาวมันก็แค่ห้าร้อยเมตรเท่านั้น สังเกตบนพื้นถนนที่มีการหล่อปูนขนาดใหญ่กั้นกลางระหว่างเลนทั้งสองที่สวนทางกัน เพื่อบอกเป็นนัยว่า นี่คือของจริง !!! ที่ผ่านมาเค้าเรียกน้ำจิ้มเท่านั้นแหละ มองไปตามทางเบื้องล่าง ถนนคดเคี้ยวยาวสุดลูกหูลูกตา นึกถึงตำเตือนที่เห็นในเว็บไซต์ทันที

สามโมง สามคน สามประสบ

เก้าชั่วโมงกับการเดินทางมาถึงที่นี่.........สังขละ.........ซึ่งเวลาที่ควรจะเป็นแค่หกชั่วโมงเท่านั้น เส้นทางที่ผ่านมากับแพริมน้ำทำเอาประทับใจกันไปตามๆกัน คืนนี้เลยขอชิลด์ด้วยการนอนแพ สอบถามราคาแพส่วนใหญ่ จะอยู่ที่หลังละหนึ่งพันบาท ไม่รวมลากแพออกนอกริมฝั่งถ้าหากต้องการความเป็นส่วนตัว แต่พวกเราก็เลือกที่จะอยู่ริมฝั่งเพราะคืนนี้อยากจะเดินเล่นแถวสะพานไม้ และสัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้านด้วยการไปเวียนเทียนที่วัด สร้างบรรยากาศการมาในช่วงเข้าพรรษาพอดี แค่คิดก็อยากให้พระอาทิตย์ตกดินแล้วล่ะ

หกโมงเย็น.........
ที่นี่เงียบสงบ ปราศจากเสียงรบกวนใดๆนอกจากเสียงเครื่องยนต์ของเรือ แม้แต่เพลงชาติก็ไม่เห็นจะได้ยินสักนิด รอเวลาพระอาทิตย์ตกดิน ลำแสงสีทองอำไพ สาดส่องไปตามกิ่งก้านไม้ไผ่ ที่ประสานเกี่ยวคล้องผูกมัด เป็นโครงสร้างสะพานไม้ขนาดยาวแลดูสวยงาม.........แต่ ไม่มี.......พระอาทิตย์ตกดินหายไปไหน !! พอฟ้าเริ่มมืดครึ้มพระอาทิตย์ก็ซ่อนตัวอยู่ในเมฆทันที.........พระอาทิตย์ที่นี่ขี้อายจังนะ.........เลยไม่มีภาพของพระอาทิตย์ลับขอบฟ้ามาฝากกัน

สะพานมอญ อยู่ในตัวอำเภอสังขละบุรี เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สะพานอุตตมานุสรณ์ เป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทยมีความยาวถึง 850 เมตร สร้างข้ามลำน้ำซองกาเลียสำหรับให้ประชาชนฝั่งตัวอำเภอสังขละบุรีและฝั่งหมู่บ้านชาวมอญเดินข้ามสัญจรไปมา บริเวณสะพานแห่งนี้เป็นจุดชมวิวทะเลสาบเขื่อนวชิราลงกรณ์ที่สวยงามสามารถมองเห็นลำห้วยสายต่างๆ คือ ซองกาเลีย บีคลี่ และรันตี ที่ไหลมารวมกันเป็นสามประสบ

สามทุ่ม..................
จากวัดศรีสุวรรณารามเดินกลับที่พักด้วยอาการผิดหวังเล็กน้อย จากการสอบถามคนในพื้นที่บอกว่า เค้าจะไปรับศีลแปดกันที่วัดฝั่งนู้นมากกว่า วัดที่นี่เลยเงียบเหงาจนดูน่ากลัว เพราะตลอดสองข้างทาง แทบไม่มีไฟส่องทางเดินเลยทำให้มืดสนิท ถ้ามาคนเดียวคงไม่กล้าเดินมาไกลขนาดนี้.....ฉันคิด

เหนื่อย.............เพลีย.............หมดแรง.............และอยากนอน
............................
.......................
..................

ตึ๊ง......ตึง......ตึ่ง...... ตะลึง......ตึง......ตึง......
เสียงเพลงจากแพข้างๆทำเอาเสียอารมณ์ ขนาบด้านซ้าย-ขวาล้วนมาเป็นหมู่คณะแบบสิบคนขึ้นไป บรรยากาศที่เงียบสงบในช่วงเย็นหมดสิ้น อารมณ์เขียนหนังสือหายไปตั้งแต่เพลงลูกทุ่งไม่คุ้นหู ลอยมาปะทะโสตประสาททั้งหมด ไม่มีสุนทรีย์คำกวีในการเขียนหนังสืออีกต่อไป........นอน..........ในใจคิดได้แค่นั้น หลังจากลดผ้าใบทั้งสองด้านลงเป็นนัยให้แพข้างเคียงรู้ว่า.........รำคาญ !!!!..........ก็เหมือนจะได้ผล เพราะเริ่มเงียบลงทันที ฮ่า ฮ่าๆ

18.07.2008


เช้านี้ท้องฟ้าเหมือนเดิม แบบเดิม แต่สว่างขึ้น พระอาทิตย์หายไปไหนอีกแล้ว อดดูพระอาทิตย์ตกดินและพระอาทิตย์ขึ้น สงสัยคงเป็นบรรยากาศเฉพาะที่นี่แบบนี้ ตอนเช้าหมอกลงหนา เห็นภูเขาที่อยู่ไกลออกไปเป็นลำดับทับซ้อนกัน แม้จะพยายามตื่นก่อนหกโมงเช้า เพื่อมาดูท้องฟ้าที่ค่อยๆเปลี่ยนสีจากช่วงเวลากลางคืนมาเป็นกลางวัน แต่ความรู้สึกก็ยังคงไม่แตกต่าง ท้องฟ้าขมุกขมัวมาตั้งแต่เมื่อคืนวาน อารมณ์เปรียบได้กับภาพถ่ายที่ซ้อนทับกันสองชั้น แล้วปล่อยเบลออีกภาพให้เห็นเพียงลางเลือน

แพขนาดเล็กที่จุคนได้มากกว่าที่ตาเห็น ประทับใจชานนอกระเบียงกับห้องน้ำที่พื้นตีช่องว่างห่างประมาณหนึ่งเซนติเมตร สามารถมองเห็นพื้นน้ำด้านล่าง มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนอาบน้ำและกำลังสระผม ปลาไม่ระบุสัญชาติตัวหนึ่งว่ายน้ำลอดใต้หว่างขาไป แอบตกใจเล็กน้อย อย่างกับห้องน้ำที่มัลดิฟก็ไม่ปาน นี่แหละข้อดีของการนอนแพที่ต่างจากที่พักแบบรีสอร์ท การเข้าถึงธรรมชาติอย่างแท้จริง

ข้ามฟากมากินอาหารเช้าฝั่งมอญ โจ๊กหมูสับ ปาท่องโก๋ และโอวัลติน อาหารเรียบง่ายหาซื้อได้ในเมืองกรุง แต่บรรยากาศแบบนี้คงหาซื้อไม่ได้ ยายแก่นุ่งผ้าถุงสีน้ำตาลเข้ม สวมเสื้อสีขาวปักลายลูกไม้ มีผ้าสไบเฉียงคาดอยู่บนอกสีเดียวกันกับผ้าที่นุ่ง หน้าตายิ้มแย้ม เดินกันมาเป็นแถว คงกลับจากวัดที่เมื่อคืนไปถือศีลกันมา แม้จะตื่นเช้ากว่าที่เคยแต่กลับไม่รู้สึกง่วงเลยสักนิด

อีกฟากหนึ่งในโลกของความเป็นจริง เพื่อนร่วมงานคงกำลังนั่งทำงานกันอย่างขมักเขม้น เสียงพิมพ์งานต๊อก ต๊อก แต๊ก แต๊ก คงเป็นเสียงภายในออฟฟิศที่ฟังดูคุ้นหู............แต่ที่นี่.............มีเสียงจิ้งหรีดเรไรและแมลงนานาพันธุ์ ต่างพากันส่งเสียงเซ็งแซ่...........ทว่าไม่รำคาญแต่กลับรู้สึกดี อารมณ์กวีศิลป์บังเกิดขึ้นอีกครั้ง

น้ำค้างจากยอดหญ้า..........ยามเช้า
เมฆไหลชอนไปตาม.......ไหล่เขา
ละอองฝนปะทะต้องลม............แผ่วเบา
มอมเมา..........ม่านหมอกแห่งท้องธารา

เที่ยงกว่าแล้ว โปรแกรมต่อไปคือ ล่องเรือไปดูวัดใต้น้ำ
เมืองบาดาล ในอดีตเป็นวัดวังก์วิเวการามเดิมที่หลวงพ่ออุตตมะและชาวบ้านอพยพชาวกะเหรี่ยงและมอญได้ร่วมก้นสร้างขึ้น เมื่อปี 2496 ในบริเวณที่เรียกว่า สามประสบ ต่อมาในปี 2527 มีการก่อสร้างเขื่อนเขาแหลมทำให้น้ำเข้าท่วมตัวอำเภอสังขละบุรีเก่ารวมทั้งวัดนี้ด้วย จึงได้ย้ายวัดมาอยู่บนเนินเขา ส่วนวัดเดิมได้จมอยู่ใต้น้ำมานานนับยี่สิบปี กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันซีนอินไทยแลนด์ ในชื่อว่าเมืองบาดาล

ราคาเรือหางยาว เหมาลำละสามร้อยบาทต่อหนึ่งชั่วโมง แล่นทะยานแหวกสายน้ำออกไปไกล หวังสัมผัสเมืองบาดาลเต็มที่............แต่ปรากฏว่าน้ำแห้ง !!!!..........วัดที่อยู่ใต้น้ำโผล่พ้นขึ้นมาจนสามารถลงเดินและถ่ายภาพกับสถาปัตยกรรมของวัดเก่าได้ อันที่จริงก็ทำใจไว้ตั้งแต่เมื่อวานตอนมาถึง เพราะระดับน้ำที่ลดลงจนแห้งขอด มองเห็นโครงสร้างสะพานไม้อย่างชัดเจนทำให้เตรียมใจตั้งแต่แรกแล้วว่า อาจไม่มีเมืองบาดาล ก็จริงดังคาด แต่ถึงกระนั้น การได้ลงมาเดินดูรายละเอียดของซากวัดเก่าก็ถือว่าเป็นข้อดี ดีกว่ามองจากภายนอกอาคาร แล้วนั่งเรือวนกลับเข้าฝั่งไป ไม่ไกลกันนั้นสามารถมองเห็นยอดเจดีย์สีทองอร่ามโผล่พ้นขอบต้นไม้สีเขียว ตัดกับสีท้องฟ้าสดแลเด่นเป็นสง่ามาแต่ไกล ทำให้อดคิดถึงวัดภูเขาทองไม่ได้ แม้จะอยู่กันคนละที่ แต่ความน่าเลื่อมใสศรัทธาไม่ต่างกัน

วัดวังก์วิเวการาม อยู่เลยจากตัวอำเภอสังขละบุรีไปประมาณหกกิโลเมตร เป็นวัดจำพรรษาของ “หลวงพ่ออุตตมะ” ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนชาวไทย ชาวมอญ รวมทั้งชาวกระเหรี่ยงและพม่าที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น ภายในวิหารที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อนอันงดงามชาวบ้านเรียกกันว่า หลวงพ่อขาว จากวัดวังก์วิเวการามแยกไปอีกหนึ่ง กิโลเมตร จะเป็นที่ตั้งของเจดีย์แบบพุทธคยามีลักษณะฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสบรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนที่เป็นกระดูกนิ้วหัวแม่มือขวา ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร บริเวณใกล้เจดีย์มีร้านจำหน่ายสินค้าจากพม่าหลายร้านจำพวกผ้า แป้งพม่า เครื่องไม้


เดิน เดินและเดิน

เริ่มต้นการเดินตั้งแต่มาถึงอำเภอสังขละจากท่ารถบขส.เดินลงมายังสะพานมอญด้วยระยะทางกว่าสองกิโลเมตร จากนั้นก็เดินเที่ยวข้ามฝั่งมายังวัดวังก์วิเวการาม แม้เพื่อนทั้งสองจะเคยเรียนร.ด และฉันเองก็พวกบ้าพลังก็ทำเอาเหงื่อตกกันไปตามๆกันได้ “เหนื่อยกาย แต่สบายใจ” สนุกกับการเดินที่เปรียบเสมือนมาเข้าค่ายทหาร พักเหนื่อยด้วยการหยุดถ่ายภาพเป็นระยะ และเดินซึมซับบรรยากาศรอบข้างด้วยระยะทางไม่ต่ำกว่าสิบกิโล!!

กลับเข้าที่พักอีกครั้งและทำการย้ายมายังรีสอร์ทด้านบนที่จองไว้ตั้งแต่ต้นเดือน หวังจะได้นอนไฮโซให้สบายหายเมื่อย แม้นอกระเบียงจะไม่ได้หันหน้าเข้าหาสะพานไม้ แต่สะพานปูนที่ขนานกันนั้นก็จัดว่าเป็นทัศนียภาพที่สวยงามเช่นกัน

ยามเย็นที่สามประสบ.........
ด้วยอุปนิสัยใจคอที่ไม่ชอบหยุดนิ่ง นักกิจกรรมตัวยงอย่างอาร์ทจะให้อยู่เฉยๆเก็บบรรยากาศอย่างเดียวคงทำไม่ได้ เลยหาเช่ามอ’ไซค์รายวัน วันละสองร้อยห้าสิบบาท เพื่อทำการสำรวจบริเวณรอบสังขละ รีสอร์ทที่พักข้างเคียง และราคาแพคเกจกิจกรรมเป็นการเปรียบเทียบข้อมูลเบื้องต้น ประมาณว่านอนที่เดียวแต่เที่ยวมันทุกรีสอร์ทเลย!!

อาหารมื้อเย็นกินกันแบบไม่จริงจังเท่าไรนัก เนื่องจากแค่อยากเอาชิลด์กับสถานที่ อย่างห้วงซองกาเรีย แกงอ่อมกับน้ำตกหมู จึงเป็นตัวเลือกอันดับแรกในมื้ออาหารนี้ หลังจากขี่มอ’ไซค์ลุยตากสายฝนมานาน เพื่อมาฟังเสียงน้ำตกไหลแลกระแสน้ำเชี่ยวกระทบโขดหิน กระท่อมไม้ไผ่ที่มุงด้วยใบจาก โรแมนติคขนานแท้ท่ามกลางธรรมชาติ มีเพียงสองเรา.............แอบสงสัย......นักท่องเที่ยวหายไปไหนกันหมด ชื่นชมธรรมชาติได้ไม่นานก็ต้องเตือนตัวเองอีกครั้ง ถ้ามืดกว่านี้จะกลับลำบาก เพราะสองข้างทางไม่มีเสาไฟ อีกทั้งถนนขามาก็มีหลุมมีบ่อเป็นระยะบวกกับทางลาดชัน มือใหม่หัดเที่ยวแบบนี้ อันตรายจริงๆ...........ฉันคิด

กลับมาถึงที่พัก เบิร์ทยังคงหาแรงบันดาลใจในการทำงานต่อไปด้วยการขอแยกชิลด์เดียว เกี่ยวประสบการณ์ข้างทางเพียงลำพัง.....แน่นอน......ฉันกับอาร์ทก็กำลังมองหามื้ออาหารใหญ่ที่ไหนสักแห่งแบบดีๆอีกมื้อ แม้เราสองคนจะเข้ากันไม่ได้ในบางเรื่อง แต่เรื่องปากเรื่องท้องแทบจะเรียกได้ว่า คอกินขนานแท้ ยิ่งมาต่างถิ่นแบบนี้ซะด้วยตะลุยกินกันมันส์อย่างเดียว หลังจากอาหารในจานเริ่มน้อยลง บทสนทนาก็เริ่มต้นขึ้นโดยอาร์ท

“รู้สึกดีขึ้นมากนะเนี่ย หลังจากมีมอ’ไซค์ขี่”
“ยังไง” ฉันถามด้วยความสงสัย
“ก็เราชอบอะไรที่มันควบคุมได้ คอนโทรลได้ อย่างมาที่นี่ในตอนแรกน่ะ ทำอะไรไม่ได้เลย จะไปไหนก็ต้องเดิน จะทำอะไรก็ดูติดขัด อย่างมีมอ’ไซค์หรือรถ อยากไปไหนก็ไป อยากทำอะไรก็ทำ”

“อ่อ แล้วอยู่เฉยๆแบบเก็บบรรยากาศอย่างเดียวน่ะ ทำไม่เป็นเหรอ”
“เราเป็นพวกอยู่เฉยๆไม่ได้น่ะ เหมือนมันต้องมีอะไรทำตลอดเวลา”
“แล้วไม่ลองอยู่นิ่งๆพักสมองบ้างล่ะ” ฉันเสนอความเห็น
“ไม่รู้สิ เวลาอยู่ว่างๆ แล้วมันชอบคิดนู้น คิดนี่ คิดไปเรื่อย อย่างมาพักผ่อนที่นี่ก็ต้องมีอะไรทำบ้าง เหมือนเมื่อเช้าที่นั่งเรือ เดินดูวัด เที่ยวสะพาน แบบนั้น”

“งั้นเธอตีความหมายของการพักผ่อนยังไงนะ” ฉันพูดเสริมว่า
“เราว่าความหมายของการพักผ่อน คือการที่สมองเรารู้สึกปลอดโปร่งไม่ใช่ขณะหลับหากแต่เป็นตอนตื่น ทำใจให้สบาย ไม่เครียด พยายามหยุดความคิดเรื่องงานหรือภาระที่สะสมมาให้หมด ไม่ต้องไปคิดถึงสิ่งนู้น สิ่งนี้ให้มันวุ่นวาย แม้กระทั่งใจที่สับสน พยายามคิดให้น้อยลงแล้วเสพธรรมชาติให้มันมากขึ้น”

“แล้วเธอทำไมอยากมาที่นี่ล่ะ” อาร์ทถามกลับขึ้นบ้าง
“ก็แค่อยากเที่ยว อันที่จริงจะที่ไหนก็ได้”
“......................”

การเที่ยวในมุมมองของแต่ละคนล้วนแตกต่างกัน บางคนก็เน้นความสบาย บางคนก็อยากผจญภัย แต่ผลลัพธ์สุดท้ายคงเป็นเรื่องของความประทับใจและประสบการณ์ที่แต่ละคนพึงจะได้ อย่างเช่นตอนนี้ฉันอยากจะเที่ยวให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยิ่งเป็นแหล่งธรรมชาติด้วยแล้ว เพราะเมื่อมันเจริญไปมากกว่าที่ควรจะเป็น มุมมองทัศนียภาพก็ย่อมเปลี่ยนไป ความงามจะยังคงงาม ณ จุดใดจุดหนึ่งของช่วงเวลานั้น...........อืม........ฉันเห็นด้วย ความรับผิดชอบในหน้าที่การงานเมื่อโตขึ้นก็ย่อมมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว เฉกเช่นเดียวกันกับความรู้สึกผูกพันและอยากอยู่กับครอบครัวมากขึ้น ตอนนี้มีกำลังทรัพย์พอสำหรับลุยคนเดียวและกำลังกายที่พร้อมเผชิญสู่โลกกว้างแบบไม่ต้องห่วงใคร ก็จงทำมันให้สนุกและสนุกกับมันอย่างเต็มที่ หากใจหวังจะพักจากการทำงาน ก็ควรจะปล่อยวางเสีย เพราะถ้าใจไม่นิ่ง ปัญหาทั้งหลายเหล่านั้นมันก็จะตามไปทุกทีนั่นแหละ แม้จะไปเที่ยวไกลถึงเชียงใหม่ก็เถอะ ต้องถือคติที่ว่า “รุ่นใหญ่ ใจต้องนิ่ง”

อาร์ทถามขึ้นอีกครั้ง “ไม่ชอบเที่ยวแบบสบายๆเหรอ เก็บตังค์เมื่อพร้อมแล้วค่อยออกเดินทาง”
“พ่อเราเคยบอกว่า การเที่ยวน่ะ มันต้องสมบุกสมบันกันบ้าง ถ้าอยากสบายมากนัก ก็นอนเปิดแอร์อยู่กับบ้านดีกว่า ที่บ้านเราน่ะเค้าชอบไปนอนกางเต็นท์แคมป์ปิ้งกัน เราก็เลยได้ข้อนี้มา”
“เราชอบเที่ยวทะเล มันดูโปร่งโล่ง สบายและไม่อึดอัด เท่ากับเที่ยวป่า”
“อืม”
“เธอล่ะ ชอบเที่ยวแบบไหน”
ฉันคิดอยู่พักนึง ก่อนตอบ “ชอบทุกแบบที่เป็นการเที่ยว แค่ขึ้นชื่อว่าเที่ยวก็ไปได้ทุกที่แล้วล่ะ ต่างสถานที่ ต่างสถานการณ์ ล้วนต่างประสบการณ์เหมือนกัน เหมือนจิ้งจกที่เปลี่ยนสีตามสภาพแวดล้อม เราก็เป็นประเภทนั้นแหละ แต่เวลาไปเที่ยวนี่ก็ต้องดูด้วยว่าจะไปกับใคร แบบไหน จะได้เตรียมตัวถูก”
“.......................”
อาร์ทไม่พูดอะไร ปล่อยให้บทสนทนาจบลงแค่นั้น

บรรยากาศข้างนอกมืดสนิท ฝนเริ่มตกพรำๆ.........คืนนี้ท่าจะหนาว

19.07.2008
ตื่นเช้าขึ้นมาพร้อมกับการหายตัวไปของเบิร์ท แต่ไม่แปลกใจ คงเดินไปยังหมู่บ้านมอญที่ไหนสักแห่ง...........หลังจากสมบุกสมบันในการเดินทางเที่ยวขามาตามพ่อว่า ขากลับเที่ยวนี้อยากให้ถึงกรุงเทพเร็วตามกำหนดที่ควรจะเป็น จึงตัดสินใจกลับรถเที่ยว....สิบโมงครึ่ง....ของรถทัวร์ปรับอากาศป.2 จากสังขละไปหมอชิต โดยไม่ต้องต่อรถให้มันยุ่งยากใจเหมือนขามา

อาหารเช้ายังคงเป็น ข้าวต้มหมูสับ ปาท่องโก๋ และโอวัลตินเช่นเคย แอบหวาดระแวงเล็กน้อยเพราะตลอดการเดินทางเที่ยวขามา เก้าชั่วโมง ไม่มีการแวะข้างทางเพื่อเข้าห้องน้ำ ถ้าเกิดปวดท้องขึ้นมาจะให้ทำไง......

สิบโมงเช้า.........
ไปถึงท่ารถก่อนรถออกครึ่งชั่วโมง เพื่อไปจับจองที่นั่ง งานนี้ใครมาก่อนได้ก่อน ฉันย้ำกับเพื่อนทั้งสองว่า นั่งฝั่งขวาเท่านั้นนะ เพื่อนมันก็สงสัยว่าทำไมต้องนั่งฝั่งขวาด้วย หลังให้เหตุผลมันก็เข้าใจ เพราะขามาถ่ายรูปวิวทิวทัศน์ข้างทางไว้ไม่ทัน คราวนี้อยากขอแก้ตัว ต้องได้สักภาพละน่า

หลังจากรถขึ้นเขา คดเคี้ยวเลี้ยวเลาะไปตามถนน อย่างชำนาญทางของผู้ขับขี่ หัวใจเกือบวายอีกครั้ง เมื่อจุดลงเขา คนขับดับเครื่องปล่อยเกียร์ว่าง แล้วอาศัยแรงโน้มถ่วงของโลกพาไป หักหลบซ้ายที ขวาที รถวิ่งฉิวประหนึ่งนั่งรถไฟเหาะที่สวนสนุก ตอนรถไฟตกน้ำแล้ว.............สแปซ...........น้ำกระจาย พร้อมจุดสตาร์ทขึ้นเขา ตบเร่งเกียร์อีกรอบ ถ้าตัวเองอยู่ในสวยสนุกคงมีความสุขเอามากๆ แต่นี่สองข้างทางดันเป็นเหวลึกที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน กลับรู้สึกกระตุ้นโสตประสาทและหลับไม่ลง มีอาการอยากอ้วกขึ้นมาในบันดล คนนั่งข้างๆขอถุงพลาสติกที่อยู่ในมือ

“สงสัยเค้าจะทำรอบละมั่ง” อาร์ทพูดขึ้นขณะหันมามองหน้าฉัน ซึ่งนั่งแบบไม่ติดเบาะแล้ว
“งั้นก็น่าจะไปทำเวลา เอาตอนอยู่กรุงเทพสิ”
“อืม ก็ใช่”
กล้องที่ถืออยู่ในมือ พยายามกดชัตเตอร์หลายครั้ง แต่ไม่เป็นผลเพราะรถขับขี่ด้วยความเร็วสูง ภาพที่ออกมาเลยเบลอ
“สะพานรันตี” ฉันทักขึ้นพร้อมชี้ไปยังแม่น้ำที่อยู่ด้านล้าง
“อืม ถ่ายไว้สิ”อาร์ทเตือน

................แช๊ะ...............
(ปรากฏภาพที่ออกมา เป็นต้นไม้มาบดบังแทน โอววววว ไม่นะ)
เมื่อสองข้างทางกลับเป็นกำแพงไม้ป่าสีเขียวดังเดิม อาการเหนื่อยล้าที่สะสมมาจากวันก่อนก็เริ่มเห็นผล แล้วพวกเราก็ผล็อยหลับไปตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ มุ่งหน้ากลับเข้าสู่ตัวเมืองอย่างเงียบๆ กล่าวคำอำลาอำเภอที่เงียบสงบแห่งนี้ในใจ

ลาก่อน...............ดินแดนแห่งความหลากหลายทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติ
ลาก่อน...............ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ ตำนานผืนป่า และสายน้ำอันอุดมสมบูรณ์
ลาก่อน...............ลำน้ำสามประสบ ซองกาเลีย รันตี และบีคลี่

ความประทับใจในครั้งนี้จะยังคงอยู่อีกนานแสนนาน ขอบคุณเพื่อนร่วมเดินทางทั้งสอง ที่ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆและทำให้การเดินทางครั้งนี้ได้อะไรมากกว่าที่คิด การเดินทางที่จุดประสงค์ต่างกัน

คนหนึ่ง...............เพื่อตามหาแรงบันดาลใจในการทำงาน
คนหนึ่ง...............เพื่อการพักผ่อนและหยุดความวุ่นวายเพียงชั่วครู่
อีกคน..................มาเป็นเพื่อนและเพื่อร่วมเติมเต็มความสุขให้อีกคน

แม้จะคนละจุดประสงค์หากแต่จุดหมายเดียวกันนั่นคือ
การได้มาสังขละ............สักครั้ง


(ดูภาพประกอบการเที่ยวครั้งนี้ได้ที่ http://warawan.multiply.com/photos/album/3/Sangkhlaburi)


05 เมษายน, 2551

ทริปเสม็ดกะที่ออฟฟิศ

5.04.2008
เริ่มต้นการเดินทาง เช้าตรู่ของวันเสาร์ที่ 5 เมษายน 2008 “ 7 โมงเช้า ” คือเวลานัดหมายก่อนออกเดินทาง พนักงานกินเงินเดือนที่เริ่มงาน 9 โมงเช้า ซึ่งมาทันบ้างไม่ทันบ้าง แต่พอนัดเพื่อจะไปทริปเสม็ดครั้งนี้ “ทุกคนตรงเวลาอย่างไม่น่าเชื่อ” และแม้ว่าการเดินทางในครั้งนี้ จะไม่ได้หรูหราไฮโซเหมือนครั้งก่อน แต่การเดินทางโดยสารไปกับรถตู้ที่วิ่งเส้นทางนี้เป็นประจำ ก็ดูจะเข้าท่ากว่า “เซ็นจูรี่ ไป บ้านเพ” อัตราค่าโดยสาร 200 บาทต่อคน (นับว่าโอเค สำหรับคนงบน้อย)

ตัดฉากการเดินทางด้วยความเร็วสูง กับ Speed Boat พร้อมจังหวะเพลงเด๊นซ์กระจายสไตล์บ้านนอก คนขับเรือดูเหมือนจะสนุกอยู่คนเดียว ขณะที่ลูกเรือทั้งหมด คอยลุ้นไปกับการตีโค้งวงสวิงของเรือ (แล้วมันจะคว่ำมั้ยเนี่ย !!! ) ถึงแม้กระนั้น นิ้วก็ยังกดชัตเตอร์ถ่ายไปเรื่อยๆเหมือนเดิม

หาดที่หมายมั่นปั้นมือ จะไปคราวนี้คือ หาดลุงหวัง ซึ่งจากการคาดคะเนและทำการสำรวจในตอนแรก คิดว่านักท่องเที่ยวคงมาพักกันไม่มาก หาดทรายและน้ำทะเล คนคงเล่นกันไม่เท่าไร แต่ผิดคาด !!

เมื่อเหยียบเท้าก้าวขึ้นสู่ผิวหาด ผู้คนก็เริ่มทยอยกันมา ยิ่งอากาศเย็นลงเท่าไร นักท่องเที่ยวก็ดูหนาตามากยิ่งขึ้นเช่นกัน ที่พักขนาด 1 เตียง 2 คนนอน ราคา 2500 บาท ทำเลที่ดีที่สุดของรีสอร์ทเลยก็ว่าได้ ตื่นนอนเปิดประตูปุ๊บก็เจอทะเลเลย โดดเด่นเป็นสง่าล้ำหน้าบ้านพักหลังอื่นๆ

ส่วนบ้านพักอีกหลัง เน้นความมันส์เป็นหมู่คณะ 2 เตียง 4 คนนอน พร้อมระเบียงรูปเรือ สำหรับโจ๊ะครึ่ม ดึ๊งดึ่ง เวลากลางคืน สนนราคา 3500 บาท หากมีคนนอนเพิ่มหัวละ 200 บาท (200 น่ะค่าน้ำ-ค่าไฟ หากอยากได้อุปกรณ์พร้อมชุด หมอน ผ้าห่ม ผ้าขนหนู แบบ Full Option ราคา 350 บาท เห็นมั้ยล่ะ ธุรกิจดีแท้ !! )

ตกเย็น มื้ออาหารค่ำที่หาดวงเดือน หาดที่นี่รายล้อมไปด้วยร้านอาหารมากกมาย จนอดสงสัยไม่ได้ว่า นักท่องเที่ยวเค้ามารวมตัวกันอยู่ที่นี่ตอนกลางคืนเป็นประจำรึป่าว รูปแบบการนั่ง มีให้เลือกหลายสไตล์ นั่งแบบโต๊ะ-เก้าอี้ แบบปูเสื่อ หรือแม้กระทั่งแบบขันโตก พร้อมกับการแสดงโชว์ควงกระบองไฟ แม้ว่าจะเคยผ่านตามาแล้วหลายครั้ง หากแต่ต่างสถานที่ การแสดงก็ยังคงตื่นตาอยู่ดี กลับจากที่พักด้วยอาการที่ง่วงและอิ่มเต็มที่ ต่อด้วยกิจกรรมคลาสิคสำหรับแก๊งค์ชาวสาวโสด “เล่นไพ่” เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ทำให้หมดตัว เซรงงง คืนนั้นแอบหลับอย่างเครียด ๆ


06.04.2008
ตื่นเช้ากับการท้าแดด ไม่กลัวยูวีและมะเร็งผิวหนัง ชักชวนสมาชิกชักภาพมุมดีๆ เกือบ 10 ใบ (สวยโดยไม่ต้องรีทัช เพราะแดดดี) แต่เบื้องหลังแอบ ซันบล๊อก ทุกๆ 10 นาที 555 สุดท้ายก็กลัวดำ

อาหารมื้อเที่ยง ตั้งใจไว้ว่าจะไปชิวแถวหาดทรายแก้ว เป็นหาดทรายที่ดูขาวและสะอาดตา มากกว่าบางแสนและพัทยา ชนิดที่ว่าเทียบกันไม่ติด แต่บรรยากาศโดยรอบก็ดูเป็นธุรกิจเกินไป ไม่สงบเท่าที่ควร แม้จะดูหรูหราไฮโซแต่ก็ยังแอบชอบหาดที่เราไปพักมากกว่า สงบและชิว ดูส่วนตัวกว่าเยอะ

อีกครั้งกับความพยายามโพสท่าหากิน ซึ่งไม่สำเร็จซะที !!!

อาหารจานเด็ดที่หนีไม่พ้น ตั้งแต่ขามา-ยันขากลับ “ส้มตำ” ดูเหมือนจะเป็นเมนูยอดฮิตติดปากไปโดยปริยาย แอบเป็นเจ้าหนูจาไมอีกครั้ง ที่บังเอิญไปเห็นเลขโต๊ะ ผ.11 อืม...มม หาคำตอบอยู่ชั่วครู่ เดาไปต่างๆนาๆ และคิดว่าน่าจะย่อมาจาก โต๊ะไม้ไผ่ ที่ 11

ขากลับฝากท้องไว้กับโรตีข้างทาง ธรรมดา 20 ใส่ 2 อย่าง 30 บาท (แม้จะแพงเกินราคาปกติอยู่กว่าเท่าตัว แต่รสชาติจัดว่าโอเค หากใครชอบโรตีกรอบ แนะนำว่าห้ามพลาด !!)


กิจกรรมริมหาดทราย

อาหารค่ำ ย่านบ้านพักหาดลุงหวัง ราคาแพงหูฉี่จนน่าตกใจ
ข้าวผัดกระเพรา 120 บาท
หมูผัดพริกราดข้าว 120 บาท
ข้าวผัดหมู 120 บาท
สรุปว่าอะไรๆ ก็ยืนพื้นที่ราคา 120 บาทเป็นขั้นต่ำ ราคาค่าอาหารแพงกว่าหาดวงเดือนและหาดทรายแก้วที่ไปกินมา เรื่องของเรื่องมื้อค่ำสุดท้าย อยากนั่งร้านสไตล์ Jazz & Bossanova ปิ้งบาร์บีคิวหน้าหาด เจอราคาเข้าไปถึงกับสั่งอาหารกันไม่ออก สรุป ข้าวผัดอเมริกัน คนละจาน ป่อย !!

กิจกรรมก่อนนอน ยังคงเป็นการเล่นไพ่เหมือนเดิม หากกติกาสอดคล้องกับสภาพคล่องทางเศรษฐกิจมากขึ้น เนื่องจากมีคนด้อยสติปัญญาทางด้านอบายมุขอย่างเราอยู่ การเล่นไพ่กินตังค์ จึงไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าที่ควร อย่ากระนั้นเลย เปลี่ยนกติกาเล็กน้อย โดยที่คนแพ้ต้องกินน้ำเปล่าในปริมาณครึ่งแก้ว สืบเนื่องจากเป็นคืนสุดท้ายและยังคงเหลือน้ำอยู่ด้วยกันถึง 12ลิตร!! ดังนั้น จึงมาดูแล๊ ดูแล สุขภาพด้วยการดื่มน้ำเปล่ากันเถอะ

น้ำ 12 ลิตร กับการใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง หมดเกลี้ยงงงงง

ช่างเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างดีแท้ อิ่มและอืดน้ำกันเป็นแถว รวมทั้งเราด้วย O_o คืนนั้น นอนไม่เต็มอิ่ม ลุกกันเข้าห้องน้ำสลับกันเป็นว่าเล่น ทั้งเหนื่อย ทั้งเพลีย ดีนะ ที่ทริปนี้เหลือแค่น้ำ ถ้าดันเหลือโซดาขึ้นมา จะว่ายังไง !!

07.04.2008
เก็บข้าวของเตรียมเข้าสู่สภาวะแห่งความเป็นจริง การทำงานยังคงรออยู่ แม้จะมีช่วงเวลาอันสั้น หากแต่ทุกคนพยายามเก็บเกี่ยว กอบโกย ความสุขและความประทับใจอย่างเต็มที่ บางครั้งก็คิดว่าเป็นการดี ถ้าเราทำงานให้มาก ทุ่มเทให้มาก เหนื่อยให้มาก เพราะเมื่อเราได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง เพื่อนฝูง และครอบครัว เราจะพบว่ามันมีค่า เป็นช่วงเวลาผ่อนคลายและมีความสุขมากแค่ไหน มีคนเคยกล่าวไว้ว่า

“จะไม่รู้ค่าของคำว่าชนะ หากไม่รู้จักคำว่าแพ้” ก็เช่นเดียวกัน
“จะไม่รู้ค่าของความสุข หากไม่เคยผ่านคำว่าทุกข์มาก่อน”


แต่ถึงยังไง ที่ทำงานเล็กๆ ย่านใจกลางเมืองแห่งนี้ ยังคงให้อะไรดีๆ เสมอมา คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก

กลับไปยังท่าเรือที่เสม็ดอีกครั้ง คณะเดินทางแห่งบริษัทหรรษาเดินลงจากเรืออย่างช้าๆ สวนทางกับนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งที่เพิ่งเดินทางมาถึง หันกลับไปมองยังท้องทะเลเป็นครั้งสุดท้าย เวลาพักผ่อนของพวกเขากำลังจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น !!

06 มีนาคม, 2551

ภารกิจนี้ที่สงขลา สตูล พัทลุง

6.03.2008
ทำงานมาได้ ปีกว่าๆ เริ่มถีบตัวเองมาอีกขั้น จากเป็นพนักงานออฟฟิศทำงานหน้าคอมฯ เริ่มออก Site กลางวันบ้าง กลางคืนบ้าง และอีกหนึ่งภารกิจที่กำลังทำอยู่ ณ ปัจจุบัน “สำรวจงานนอกพื้นที่” ซึ่งนับว่าโชคดีที่ได้มายังโซนภาคใต้ อย่างน้อยก็ดีกว่าโซนภาคอิสาน เพราะภาคใต้มีอะไรให้ทำมากกว่า ทั้งที่กิน ที่เที่ยว ถือเป็นรางวัลตบท้ายเล็กๆน้อยๆ จากการทำงานที่ต่างจังหวัดครั้งนี้

ออกเดินทางด้วยความง่วงเต็มที่ จากนนทบุรีมุ่งหน้าสู่สนามบินดอนเมือง ซึ่งมาถึงที่หมายเร็วเกินคาด ตอนแรกคิดว่ารถจะติดด้วยความไม่ประมาท ออกจากบ้านมา 6:30 am ถึงท่าอากาศยานดอนเมือง 7:00 am ( โอ้มายยย...ยย) แต่เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาและนี่ เป็นการบินครั้งแรกในการทำงาน ดังนั้น อุปกรณ์และเอกสารข้อมูลต้องพร้อม มีเวลาเตรียมความพร้อมก่อนเครื่องบินจะออกราวๆ 1 ชั่วโมง จึงทำการสำรวจพื้นที่ มองหาที่นั่งไกลตาผู้คน และก็จัดแจงเอนหลัง “ น อ น ” มันซะอย่างนั้น !!

“ปิ๊งป่อง....”
เสียงประกาศเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่อง แอบขำไม่ได้เพราะมันเป็นภาษาท้องถิ่น
“ทั่นพู่โดยส้าน..นน ที่จะบินไปหาดยั๊ย..........” อ่านะ เล่นเอาขำไปนานทีเดียว


ถนน / เสาไฟ / อาคาร / บ้านเรือน / แม่น้ำ / พื้นที่ชุมชน / ต้นไม้ / เล็กลง / ไกลออกไป / ไกลมากขึ้น / หูอื้อ / ท้องฟ้า / หลุมอากาศ / ตื่นเต้น / ก้อนเมฆ / ลอย / แดด / ลมพัด / หน้าต่าง / ปีกเครื่องบิน / ความสูง / เมื่อย / อยากนอน / ไม่หลับ / มอง หน้าต่าง / แสงแดด / แสบตา / ปิดหน้าต่าง / เบื่อ / เปิดกระเป๋า / กล้องถ่ายรูป / ก้อนเมฆ / มองหา / ถ่ายรูป

ถึงท่าอากาศยานหาดใหญ่ เวลาท้องถิ่นโดยประมาณ 10 โมง กับคนขับรถที่รออยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว (ไฮโซมั้ยล่ะ)
นั่งรถไปตามถนนที่สองข้างทางแลดูไม่คุ้นตา ต้นไม้มีมากกว่าที่คิดไว้ สถาปัตยกรรมการสร้างบ้านที่นิยมเป็นแนวราบมากกว่าแนวสูง และเห็นมัสยิดมากกว่าวัดไทย !!

(คำขวัญจังหวัดสตูล)
สตูล สงบ สะอาด ธรรมชาติบริสุทธิ์


พักกลางวันกับร้านอาหารข้างทาง “เนินเขา” ชุดขนมจีนที่มีน้ำยา 5 อย่าง กับผักสดเข่งเล็กๆเป็นการประเดิมแกงใต้ สร้างอารมณ์ว่าได้มาเยือนถึงถิ่นแล้ว รสชาติของแกงไตปลาไม่เผ็ดอย่างที่คิด ชวนให้นึกถึงแกงเผ็ด ผัดพริกต่างๆ ที่ขึ้นชื่อตามมา แต่ไม่ได้ “ชิว..ววว...ว” ขนาดนั้น งานยังรออยู่ข้างหน้า พยามยามบอกตัวเองไม่ให้นอกเส้นทางมากนัก

แต่งานก็เหมือนเป็นใจซะอย่างนั้น เสร็จตั้งแต่บ่าย 2 จึงแอบไปเดินเล่นริมหาด “สมิหลา” ถ่ายคู่กะเงือกทอง แสดงให้เห็นว่าไม่ได้แอบอ้างว่าไปบางแสนแล้วโมเมเอาเอง

ป้าขายน้ำริมข้างทางบอกว่า แม่ชีที่ปูเสื่อนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ตรงนั้น ดูดวงแม่นมากๆ ซึ่งราคาก็แล้วแต่ศรัทธา จะให้เท่าไรก็ได้ อย่ากระนั้นเลย ไม่อยากขัดศรัทธาป้าแกเค้า ยิ่งราคาเท่าไรก็ได้นี่ชอบเลย จึงเข้าไปดู เอาวะ !!
แต่ยังไม่ทันจะเอ่ยปากคุยอะไรเลย ตาลุงแกก็เข้ามานั่งแทนแล้วก็เริ่มอ่านตามตำรา

ลุงหมอดู “ลูกเกิดวัน เดือน ปี ไหนล่ะ”
เรา “xx.xx.xxxx ค่ะ”
ลุงหมอดู “นี่ลูกสาวดวงดีนะนี่ อายุ 25 ปีแล้วหนิ”
เรา “ค่ะ”
ลุงหมอดู “นี่ๆ ดูหน้านี่สิ เค้าบอกว่าจะมีคนอุปถัมภ์ ส่วนหน้าถัดไปก็ว่าจะมีดาวศุกร์มาแทรก หน้าต่อไป...”

ตาลุงแกก็เปิดตำราให้เราอ่านเองเป็นหน้าๆไป พูดกลับไปกลับมา ประมาณ 4 รอบเห็นจะได้ คือหนูมาดูดวงอ่ะไม่ได้มาเรียนวิชาดูดวงซะหน่อย เล่นให้อ่านเองซะงั้น รู้นะว่าตาแกไม่ค่อยดี แต่แบบนี้ก็ไปหาหนังสืออ่านเองไม่ดีกว่าเหรอ ยิ่งไอ้ตอนถามเดือนเกิด

ลุงหมอดู “ลูกเกิดเดือนอะไรนะ”
เรา “เดือน 11 ค่ะ”
ลุงหมอดู “อ่อ เดือนตุลาคม อ่านะ”

ป่อย ป่อย ป่อย ลุงแกกะเล่นมุขรึป่าวมิทราบได้ แต่คิดในใจไปแล้ว เดือน 11 มันพฤศจิกายนนะ ไม่ใช่ตุลา แล้วที่ดูมามันจะแม่นมั้ยวะเนี่ย !! ไอ้เราก็นั่งขำเอิ๊กๆๆๆ

ลุงหมอดู “ลูกเป็นคนที่ไหนเหรอ” คงคาดเดาจากหน้าตาและสำเนียงว่าไม่ใช่คนท้องถิ่นแน่นอน
เรา “คนกรุงเทพค่ะ”
ลุงหมอดู “เนี่ย ดวงมันบอกว่าจะได้เดินทางไกลเชียวนะ”
เรา “………..”

ปัดโถ่ อันนี้ก็แน่นอนอยู่แล้ว จากกรุงเทพมาหาดใหญ่มันก็ไกลอยู่นา หลายกิโลเมตรอยู่อ่ะลุง หนูอุตส่าห์นั่งเครื่องบินเพื่อมาดูดวงกะลุงเลยนะนั่น กร๊ากกกกกกกกกกกกก ดีนะลุงแกไม่บอกว่า ดวงหนูจะได้เดินทางไปต่างจังหวัด ก็เพราะไอ้ที่อยู่นั่นน่ะไม่ใช่กรุงเทพแต่เป็นสงขลา O_o พอหลังๆเริ่มสมาธิแตกซ่าน ไม่ได้ฟังที่ลุงแกพูดแล้วอ่ะ แม่ชีก็เดินมานั่งและดูลายมือให้เป็นการตบท้าย ฟังรู้เรื่องมั่งไม่รู้เรื่องมั่งเพราะเป็นภาษาท้องถิ่น พอถึงตอนจ่ายตังค์ ตอนแรกคิดไว้ว่า ถ้าแม่นก็จ่ายมากถ้าไม่แม่นก็จ่ายน้อย แต่ลุงแกบอกว่า 100 บาท เราก็คิด “อ่าวเฮ้ย ไหนว่าตามกำลังศรัทธา” หนังสือดวงที่ลุงให้เปิดดูนั่นก็แค่ 30-40 บาท เองนะ แต่ก็จ่ายไป ก็ดวงมันบอกว่าเราน่ะเป็นคนใจดี มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือคน (แม่นก็ตอนนี้แหละ) เอาขำๆไม่อยากไรมาก ลุงแกเลยแถม แผ่นทองแดงสลักยันต์เอาไว้ทำสเน่ห์กับคาถามา 2-3 บท (จะเอาไปลองของกะใครดีนะ หึหึ)

ฟ้าเริ่มมืดลง คงต้องกลับที่พักก่อนค่ำ ที่ซุกหัวนอนในครั้งนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหาดใหญ่ ผู้คนพลุกพล่าน มีนักท่องเที่ยวมาลงทัวร์กันมากมาย ซึ่งที่พักครั้งนี้คือ โรงแรมนิวซีซัน


พยายามสร้างเหตุการณ์ให้มันตื่นเต้น ก่อนออกเดินทางจากกรุงเทพ อุตส่าห์เข้า Website Youtube ประมวลเรื่องราวสุดสยองขวัญ คลิปวิดิโอ ภาพถ่าย เรื่องเล่าที่เกี่ยวกับเหตุการณ์สยองขวัญต่างๆนาๆ โดยเฉพาะเรื่องเล่า ผีในโรงแรม ภาพสุดท้ายเป็นภาพที่ถ่ายจากหน้าต่างห้องพักไปยังตึกข้างนอก โดยถ่ายตึกที่เกิดเหตุไฟไหม้ (คาดว่าพึ่งไหม้ได้ไม่นาน โดยเดาจากเขม่าควันและซากไม้ที่ยังไม่ได้มีการเก็บกวาด) ลองขยายภาพนี้ดู อาจเห็นอะไรก็ได้นะ O_o

ออกไปเดินเล่นตลาดกิมหยง หาอะไรกินก่อนนอน ซึ่งเมนูที่ไม่ควรพลาดเห็นจะเป็น “ ไก่ทอด ” ก็นะ เห็นขายในกรุงเทพเยอะแยะ ไก่ทอดสูตรหาดใหญ่อย่างงู้อย่างงี้ อุตส่าห์มาถึงถิ่นจะพลาดของดั้งเดิมได้ไง ก็เลยซื้อไก่ทอดสูตรหาดใหญ่ ข้าวหมกไก่ โรตี และตบท้ายด้วยเซเวนเซ่น (เอ่อ..ออ อันหลังนี่ออกแนวไม่เกี่ยว แต่อยากกินเอง)

อิ่มหมีพีมันเพิ่มแคลลอรี่ ให้กับตัวเองแล้ว ก็ต้องผ่อนคลายด้วยการ “ นวด ” ซึ่งโปรแกรมการนวดที่ทางโรงแรมมีดังนี้

นวดแผนไทย 240 / 2 ชั่วโมง
นวดฝ่าเท้า 250 / 1 ชั่วโมง
นวดน้ำมัน 700 / 2 ชั่วโมง

ไม่เคยนวดแผนไทยเลยอยากลองดูซักครั้ง และก็เป็นราคาที่ถูกกว่าอันอื่นๆด้วย จึงตกลงปลงใจไปกับอันแรก
“ นวดแผนไทย ” ไอ้ที่เค้าลือๆกันว่ามันเจ็บน่ะ ไม่เท่าไรหรอก แต่มันยิ่งกว่าเหมือนกระดูกหักซะอีก หักแขน หักขา ดัดหลัง ยิ่งตอนทำสะพานโค้งแล้วเหวี่ยงตัวไปทางซ้ายที – ขวาที กระดูกงี้ดัง กร๊อบ กร๊อบ กร๊อบ เป็นจังหวะ 3 ช่าเลย สงสัยพี่แกคงคิดว่าเป็นจีจ้า ในเรื่องช๊อกโกแลตมั่ง ข้อต่อทุกส่วนได้ยินเสียง ก๊อก ทุกอัน ยกเว้น คอ (ยังดีที่เหลือไว้ ไม่งั้นคงคอหักตาย)
2 ชั่วโมง ยาวนานนนนนนนนน กว่าที่คิด อันไหนที่รู้สึกผ่อนคลาย ก็นวดซะอย่างรวดเร็ว อันไหนที่มันเจ็บ พี่แกอย่างกะรู้ ย้ำมันอยู่นั่นแหละ เฮ้อ! คืนนี้จะรอดมั้ยเนี่ย ไอ้เราก็กะว่า พรุ่งนี้ต้องเดินทางที่ไกลกะนวดให้ผ่อนคลายสบายตัว ที่ไหนได้ปวดเมื่อยเนื้อตัวมากกว่าเดิมอีก ตัวงี้ช้ำเป้นจ้ำๆ ตอนนอนก็อย่างกะโดนผีอำ ระบมไปทั้งตัว แต่ก็นะ จะได้รู้ว่าครั้งหน้าก็อย่านะน้องนะ

ตื่นเช้ามาสู่วันใหม่ 07.03.2008

(คำขวัญ จ.พัทลุง)
เมืองหนังโนราห์ อู่นาข้าว พราวน้ำตก แหล่งนกน้ำ ทะเลสาบงาม เขาอกทะลุ น้ำพุร้อน


ออกเดินทางไปพัทลุง แต่ก่อนอื่นกองทัพต้องเดินด้วยท้อง จึงแวะร้านอาหารที่คนขับรถแนะนำว่า ห้ามพลาด
“ร้านโกตี๋โอชา” ขายบักกุดเต๋ สูตรสิงคโปร์ เออแฮะ ของเค้าอร่อยจริง ขนาด 8 โมงเช้าคนงี้เต็มเลย หาบรรยากาศแบบนี้ไม่ได้ง่ายๆในกรุงเทพ เพราะสังคมออฟฟิศ 8 โมง คงกำลังรถติดอยู่บนถนน ไม่ก็รถไฟฟ้า หาร้านที่คนเข้ามากินในตอนเช้าก่อนทำงาน คงยาก !!

หนังท้องตึงหนังตาเริ่มหย่อน กำลังเคลิ้มได้ที่เหลือบเห็นป้ายข้างทาง เป็นคำสั้นๆทีละแผ่น เหมือนพวกปิดทองลูกนิมิตร แต่ข้อความทำให้อดยิ้มไม่ได้

“ ลด - ความ - เร็ว - ลง - เดี๋ยว - นี้ ”

เฮ้ย มันสั่งว่ะ หายากนะนั่น ประโยคคำสั่งห้วนๆบนท้องถนน สมกะเป็นถิ่นคนใต้ “แรง” ดีจริงๆ แต่ก็เข้าใจว่าอุบัติเหตุเกิดบ่อยเพราะตลอดที่ขับผ่านมามีแต่รถเกิดอุบัติเหตุทั้งนั้น

แดดออก ฝนตก สลับไปมา จนอยากแอบป่วยขึ้นมาจริงๆ

ภารกิจเสร็จเร็วเกินคาดอีกครั้ง บ่าย 2 เที่ยวบินถูกเลื่อนออกไปเป็น 1 ทุ่ม มีเวลาเหลือเฟือ------ ชิวอีกแระ--------- โคลีเซี่ยมลีการ์เด้นส์ กับหนังใหม่ 10,000 BC กับค่าตั๋วที่น่าตกใจ 90 บาท โอ้มายย...ยยย หนังใหม่ในกรุงเทพ 140 บาทอ่ะ สนองตัณหาไปที แอบโทรเข้าออฟฟิศเย้ยหยันพอเป็นกระไสว่า มีอะไรอย่าพึ่งโทรมานะจะเข้าโรงหนังแล้ว ชิวว งานเสร็จแล้ว 555 คนที่ออฟฟิศทางนู้นจะอิจฉาตาร้อนกันมั้ย อันนี้ไม่รู้ แต่คนทำงานทางนี้สะใจ เอิ๊กๆๆๆ

กลับไปที่ตลาดกิมหยงอีกครั้ง สำหรับของฝาก พยายามมองหาเหล้าและบุหรี่แบบ cotton (ของฝากอบายมุขดีแท้) แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ พระเจ้าไม่เป็นใจ) มีแต่ผลไม้แช่อิ่ม อบแห้ง กะขนมยี่ห้อคุ้นตาแต่ไม่ใช่ของจริง หาซื้อได้ตามเยาวราชและสำเพ็งข้างทางทั่วไป แต่สุดท้าย “ซื้อ” อยู่ดี แล้วจะบ่นทำไมวะนั่น ถึงแม้ว่าคนรับอาจจะคิดว่าแอบไปซื้อที่หมอชิตกับอนุสาวรีย์ก็ตาม เด๋วนี้ไม่ต้องลากสังขารไปเพชรบุรีเพื่อซื้อข้าวหลามกับหม้อแกงแล้ว หน้าปากซอย ร้านขายของชำ มีของฝากตั้งแต่เชียงราย ยัน ปัตตานี ฉลากแปะ OTOP บอกชื่อจังหวัดมีทุกภาค จนจำไม่ได้แล้วว่าของฝากแต่ละถิ่นคืออะไรบ้าง


(คำขวัญ จ.สงขลา)
นกน้ำเพลินตา สมิหลาเพลินใจ เมืองใหญ่สองทะเล เสน่ห์สะพานติณ ถิ่นธุรกิจแดนใต้


ใกล้เวลากลับกรุงเทพเต็มที คนขับรถมารับไปที่สนามบินรออยู่แล้ว การมาครั้งนี้เหนื่อยเที่ยวมากกว่าเหนื่อยทำงาน

“ปิ๊งป่อง....”
เสียงประกาศเตือนของเจ้าหน้าที่ภายในสนามบิน เตือนถึงเรื่องการนำของเหลวขึ้นเครื่อง ว่าบรรจุของเหลวห้ามเกิน 100 มล. ทำให้นึกถึงขวดแชมพู ยาสระผม และครีมอาบน้ำที่วางขาย ทำไมเค้าไม่ทำขวด 100 มล. ขายมั่งนะ

“ท่านผู้โดยสารที่จะเดินทางไปกับสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 1236 มุ่งหน้าไปยังท่าอากาศยานดอนเมือง ขณะนี้เครื่องบินพร้อมให้บริการแล้วค่ะ”

แบกสัมภาระขึ้นเครื่องไปตามทางเดิน แอบสบตากับพนักงานต้อนรับบนเครื่อง ภาพตัดไปยังฉากตบตีกันในเรื่องสงครามนางฟ้า สลับกับภาพเหตุการณ์จริงพนักงานยืนยิ้มสวยพร้อมยกมือไหว้กล่าวสวัสดี แอบอมยิ้มไม่ได้ เบื้องหลังสาวสวยสูงโปร่งคนนั้น จะเป็นรินหรือเชอร์รี่กันนะ

เครื่องบินเริ่มเอียงลอยสูงชัน พยายามมองฝ่าไปในความมืดและสายฝนที่ตกพรำๆนอกหน้าต่าง “ไม่เห็นอะไร” ในใจคิด เอ็งอย่าฟุ้งซ่าน หลับตาแล้วนอนซะ

ถึงดอนเมือง ประมาณ 3 ทุ่ม หวังไว้ว่ามีคนมารอรับ ไม่มีอ่ะ อ่อลืมตัว ไม่ใช่ดารา !! กลับเข้าสู่โลกของการทำงานอีกครั้ง

ขอบคุณพี่น้องชาวใต้ที่ทำให้มีเรื่องราวมากมาย
ขอบคุณป๊ากับม้าที่ยอมให้ไปต่างจังหวัด
ขอบคุณบริษัทที่จ่ายตังค์มาให้ได้ทำงาน + เที่ยว
และขอบคุณทุกคนที่อ่านมาจนจบบรรทัดสุดท้าย
ขอบคุณอีกครั้ง

11 ธันวาคม, 2550

LOVEiS Winter Festival

ก่อนอื่นขอยกบทความที่บรรดาผู้จัดทั้งหลายตาม web board พยายาม build อารมณ์ก่อนที่จะถึงงาน “KTC LOVEiS Winter Festival”

ถ้ายังประทับใจกับคอนเสิร์ตโรแมนติกในอ้อมกอดแห่งขุนเขา ความสุขและความทรงจำนั้นกำลังกลับมา อีกครั้ง กับหนึ่งในสุดยอดเทศกาลดนตรีที่ดีที่สุดของเมืองไทย กับความโรแมนติกที่แสนจะอบอุ่น กับบรรยากาศธรรมชาติของขุน เขาใหญ่ พร้อมความประทับใจจากศิลปินที่คุณคิดถึง คอนเสิร์ตแห่งปีที่หลายๆ คนเฝ้ารอ...
อ่านเพิ่มเติม

ต้องบอกว่าอ่านยังไม่ทันจบประโยค ก็มาสะดุดกับคำว่า “เทศกาลดนตรีที่ดีที่สุดของเมืองไทย” เออแฮะ...ทำไมมันตรงกันข้ามกับความเป็นจริงได้มากขนาดนี้ และอีกหนึ่ง

ผู้จัดงานในครั้งนี้ได้เปิดเผยถึงความพร้อมที่มากกว่าเดิมทั้งในเรื่องของสถานที่ แสง สี เสียง ของงานในปีนี้ว่า “สำหรับในปีนี้เราได้จัดเตรียมสถานที่เป็นอย่างดี เรารดน้ำพรวนดินต้นไม้โดยรอบเพื่อให้คนฟังได้อิ่มทั้งเสียงเพลงและอิ่มกับบรรยากาศที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีการสร้างห้องน้ำเพิ่มเติม จะมีการให้บริการอาหารที่พอเพียง ส่วนในเรื่องของแสง ปีที่แล้วแค่ย้อมภูเขาทั้งลูกเป็นสีสันต่างๆ คนก็ทึ่งกันแล้ว แต่ในปีนี้ต้องมีงานที่ละเอียดและพิเศษกว่าเดิมครับ...
อ่านเพิ่มเติม

อ่านแล้วมันจี๊ด.ดด..ดด อ่า “ความพร้อมที่มากกว่าเดิม ห้องน้ำและการบริการอาหารที่พอเพียง”


8-9-10 ธันวาคม 2007

เริ่มต้นที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ย่านลาดพร้าว เพื่อซื้อเสบียงสำหรับงานคอนเสริ์ตอันสุดแสนโรแมนติก จำนวนสมาชิกครั้งนี้ 8 ชีวิต กับยานพาหนะ 2 คัน มุ่งหน้าสู่เขาใหญ่ด้วยเส้นทางโทลเวย์ ไปตามถนนพหลโยธิน แต่ยังไม่ทันจะลงโทลเวลย์สุดทาง รถที่นั่งมาเกิดอาการสะอึก...ซะงั้น ตอนแรกคิดว่าจะไม่ได้ไปซะแล้ว มีลางบอกเหตุตั้งแต่ยังไม่ทันออกพ้นกรุงเทพ ส่วนอีกคันแรงจัด คาดว่าขณะที่รถหมายเลข 1 กำลังทำการตรวจเช็คเครื่องยนต์อีกรอบ รถหมายเลข 2 ก็มุ่งหน้าไปถึงวังน้อยแล้ว ไกลเกิ้น...นน..นน

จุดนัดพบกันครั้งแรก ที่ปั๊มน้ำมัน JET แต่เนื่องด้วยปั๊มน้ำมันก็มีมากเหลือเกิน ทำให้หากันไม่เจอซักที (ตกลงมัน JET ไหนว่ะเนี่ย..) มุ่งหน้าสู่นครราชสีมา เวลาก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยง ยังไม่ถึงไหน มารู้ตัวอีกทีก็เกือบจะ 3 โมงกว่าแล้ว รถที่เหมือนจะไม่ติด ตอนนี้ก็เริ่มหนาตามากขึ้น

ตอนนี้ผ่านฟาร์มโชคชัย……………
ผ่าน Outlet Factory……….
ผ่านโรงเรียนนานาชาติ .......................

ว่ากันว่า “การเดินทางความสำคัญใช่อยู่ที่จุดหมาย แต่เป็นประสบการณ์สองข้างทาง” แต่เมื่อไรจะถึงโบนันซ่า ซักทีวะ..กรูเมื่อย

จนถึง 5 โมงกว่า ทางเข้าโบนันซ่า อยู่แค่เอื้อม แต่ขยับได้เท่าเต่าคลาน เหลือบเห็นรถสปร์อตคันแดง 2 คัน “แล้วไง ราคาแพง เครื่องยนต์เร็ว สุดท้ายก็ตามหลังรถพวกกรูอยู่ดี กร๊ากกกกกกก” เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คิดจะขับรถแพง แรงดี ตรวจสอบสภาพการจราจรก่อนนะ 555

สุดท้ายทนสภาพการจราจรไม่ไหว จอดรถข้างทางแล้วเดินเท้าเอา สัมภาระที่เตรียมมาทิ้งไว้หลังรถทั้งหมด เดินไปแต่ตัวหวังไว้ว่า ค่ำๆถ้ารถหายติดจะกลับมาเอาเสบียง (คิดผิดถนัด) ............... 2 กิโล !!!! ………….. หลังจากเดินไปซักระยะเสื้อหนาวที่ใส่อยู่เริ่มถอดออกทีละชิ้น ทีละชิ้น “........... 2 กิโล ...............”ยังวนเวียนอยู่ในหัว นี่มาดูคอนเสิร์ต รึว่า มาเข้าค่ายฝึกทหารกันแน่..

พอไปถึงจุดแลกบัตรหน้าทางเข้า แทบจะเป็นลม
ภูเขาหนึ่งลูกเป็นลานสำหรับจอดรถ อีกหนึ่งอึดใจถัดไปที่เห็นนั่นคือ คลื่นมหาชนขนาดใหญ่ !!!
คนละลานตากว่าหมื่นคน กำลังกระเสือกกระสนจับจองที่นั่ง ที่เห็นอยู่ว่ามันไม่มีที่พอแล้ว กลุ่มสมาชิก 8 ชีวิตแอบแฝงตัวเข้าไปอย่างเงียบๆ จนกระทั่งเจอที่ที่เหมาะสมที่สุด นั่นคือ “ หน้าส้วม ” นั่นเอง เสียตังค์ราคา 1500 มานั่งดูเหมือนฟรีคอนเสริ์ตอย่างนั้น แอบเสียดายตังค์ เสียดายเวลา หยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมา หวังจะบันทึกภาพสุดเกินบรรยายนี้ แต่ว่าลืมเอาถ่านกล้องมา เซ็ง... ทริปนี้เลยได้แต่ ใช้กล้องมือถือ เป็นผู้ช่วยไปก่อน



อุณหภูมิเริ่มลดต่ำลง แต่คนกลับมาสมทบเพิ่มมากขึ้น จำได้ว่าฟัง Groove Riders เป็นศิลปินสุดท้ายก่อนถอยทับกลับลงเขา ไม่ไหวแล้ว หนาว หิว และง่วง ไม่อยากนึกสภาพขากลับตอนเช้า (คงแย่ยิ่งกว่าตอนขามา หลายเท่านัก) พอเท่านี้สำหรับ “ความโรแมนติกที่แสนจะอบอุ่น กับบรรยากาศธรรมชาติของขุน เขาใหญ่ พร้อมความประทับใจจากศิลปินที่คุณคิดถึง คอนเสิร์ตแห่งปีที่หลายๆ คนเฝ้ารอ ความพร้อมที่มากกว่าเดิม ห้องน้ำและการบริการอาหารที่พอเพียง” ถ้าเป็น Effectการ์ตูนคงมีเสียง..... ฉึก !!! ..... ปักอยู่กลางหัว โอเค ประชาชนคนฟังเพลงอย่างเราเข้าใจและเห็นใจค่ายท่านเป็นอย่างดี คงมีการคำนวณจำนวนผู้เข้าชมต่อพื้นที่ชมคอนเสริ์ตมาแล้วแต่อาจเกิดการผิดพลาดไป แค่หมื่นคน..!!


ขอบคุณพี่วินมอเตอร์ไซค์ ที่นำทางหาที่พักให้ในเวลาดึกดื่นขนาดนั้น ที่กางเต๊นท์ริมน้ำบรรยากาศดีเกินคาด ในสภาวะแหล่งชุมชนแออัดห่างออกไปไม่ไกล ยังมีสถานที่แบบธรรมชาติหลงเหลือให้พวกเราสิงสถิตซุกหัวนอน รอการเดินทางครั้งต่อไป..... น้ำตก 7 สาวน้อย .....

กว่าจะตื่นและเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทาง ก็จวนจะเที่ยง
จึงลังเลอยู่ว่าจะไปน้ำตก รึว่า ไปชิวอาหารมื้อใหญ่ที่ฟาร์มโชคชัยกันดี ระหว่างทางไปเจอทุ่งทานตะวันก็แวะถ่ายรูปไปเรื่อย ขนาดเวลา ณ ตอนนั้นก็ปาเข้าไปเกือบ 3 โมงแล้ว เจ้าดอกทานตะวันก็ยังบานให้เราได้เก็บภาพมาฝากมากมาย



เสียเวลากับการเดินทางที่ตั้งใจ หมายมั่นให้ไปถึงที่พร้อมๆกัน แต่ด้วยคนรู้ทางดันขับช้า (ตามสภาพรถและความยาวช่วงขา)กับคนตามอีกคันที่ใจร้อนเกินตัว กว่าจะหากันเจอ ก็นานอยู่เอาการ ไปถึงน้ำตก 7 สาวน้อย ตั้งท่าจะจับจองพื้นที่นั่ง ไม่ทันจะปูเสื่อ เสียงประกาศของทางเจ้าหน้าที่ดังมาแต่ไกล “ ..............หมดเวลา ซะอย่างนั้น...........” เซ็งกันถ้วนหน้า แต่ก็ยังกระเสือกกระสนกินกับข้าวที่แวะกันมาจนหมด ถึงแม้ว่าจะมีเวลาอยู่ที่น้ำตกแค่ชั่งโมงกว่าๆ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เสียเรื่อง เสียเวลา เท่าไร แต่เสียความรู้สึกกับไอ้หมูหันตัวนั้นที่นัชอุตส่าห์ส่งกระแสจิต กฎแห่งแรงดึงดูดถึงพี่ก๊ก (ซึ่งขับรถอยู่อีกคัน) ให้แวะข้างทางเสียตังค์มาโดนปากซัก 1 ตัว ...... รสชาติไม่ได้เรื่อง !! .....

หลังจากเคลื่อนทัพกลับออกมาจากน้ำตก หวังแก้มือกับอาหารมื้อใหญ่ ซักที (ทริปครั้งนี้อยากโดนอาหารเจ๋งๆ บรรยากาศดีๆ แบบให้คุ้มค่าเสียเวลาที่หมดไป) ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพนัก ปรากฎร้านอาหารสไตล์ไหนไม่ทราบได้ เอาเป็นว่าบรรยากาศดีแท้ จึงฝากท้องและความหวังกับอาหารมื้อสุดท้ายก่อนจะถึงกรุงเทพ อาหารเสิร์ฟเร็วโครต.ตต...ตตต แบบยังไม่ทันหมดจานที่ 1 จานที่ 2 ตามมา แล้วเพียงพริบตา อาหารที่สั่งก็เต็มโต๊ะ สุดยอดกับระบบการจัดการของร้านอาหารนี่จริงๆ จนอดคิดไม่ได้ว่า “แอบทำไว้ก่อนรึป่าวนั้น” อิ่มสบายท้อง แต่ไม่ค่อยสบายกระเป๋าตังค์ หมดทริปครั้งนี้ด้วยงบประมาณค่าใช้จ่ายเกือบ 3 พันบาท !!


ตื่นเช้ามาวันที่ 10.12.2007

ณ กรุงเทพ ออกเดินทางอีกครั้ง สู่โรงพยาบาลเลิดสิน ไปเยี่ยมชาญ เพื่อนที่เกือบได้ไปทริปที่โบนันซ่า เขาใหญ่ แต่ดันโดนรถชนเข้าโรงพยาบาล ผ่าตัดไปซะก่อน (ไม่รู้ว่าโชคดี รึว่า โชคร้ายกันแน่ ที่ไม่ได้ไป) ถ้าเพื่อนคนไหนยังไม่ได้ไปเยี่ยมชาญ ของฝากติดมือที่คิดว่าเหมาะสม น่าจะเป็นหนังสือโป้ซักเล่ม ไม่ก็เบียร์เย็นๆซักกระป๋อง พี่แกคงอยากน่ะ แต่ถ้างบน้อยไปเยี่ยมเฉยๆก็ได้ เล่าเรื่องฮาๆ ให้แผลที่ผ่าตัดมาได้เคลื่อนไหว เลือดกระซิกๆบ้างเป็นพิธี